รายการข่าวประจำวัน
พีทีเอ นิวส์ | PTA NEWS NETWORK THAILANDข่าวจริง เที่ยงตรง เคียงข้างประชาชนฉบับที่ 0099/2569 | วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2569ข่
พีทีเอ นิวส์ | PTA NEWS NETWORK THAILAND
ข่าวจริง เที่ยงตรง เคียงข้างประชาชน
ฉบับที่ 0099/2569 | วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจ | จังหวัดแพร่
“อาจารย์เดช ครูเพลงบ้านนอก” เดินหน้ายกระดับธุรกิจร้านอาหารและดนตรี เตรียมเปิด “โซน 90” เต็มรูปแบบ 5 พฤศจิกายนนี้ ชูจุดขายอาหารอร่อย เครื่องดื่มหลากหลาย เพลงดังยุค 90 และบรรยากาศนั่งชิลสำหรับคนวัยทำงาน
แพร่ — อาจารย์เดช ครูเพลงบ้านนอก หรือที่รู้จักกันในนาม “ทนายเดช” นักธุรกิจ นักกฎหมาย ครูเพลงและนักแต่งเพลง เดินหน้าขยายบทบาทด้านธุรกิจบริการและความบันเทิง เตรียมปรับโฉม ร้านโซน 90 (ZONE 90 MUSIC BAR & RESTAURANT) จังหวัดแพร่ ให้เป็นสถานที่พักผ่อนและพบปะสังสรรค์สำหรับประชาชนทั่วไป โดยมีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569
การพัฒนาร้านในครั้งนี้เป็นการยกระดับกิจการเดิมที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว ให้มีความพร้อมทั้งด้านสถานที่ การบริการ อาหาร เครื่องดื่ม และบรรยากาศภายในร้าน โดยเน้นแนวคิดร้านอาหารกึ่งบาร์นั่งชิลที่มีเสียงเพลงเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การพักผ่อน
ย้อนวันวานผ่านบทเพลงยุค 90 เติมเต็มบรรยากาศแห่งมิตรภาพ
จุดเด่นของร้านโซน 90 คือการนำเสนอบรรยากาศแห่งความทรงจำผ่านบทเพลงยอดนิยมยุค 90 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่วงการเพลงไทยมีผลงานเพลงเป็นที่จดจำจำนวนมาก ทั้งเพลงรัก เพลงป๊อป เพลงร็อก และเพลงฟังสบายที่ยังคงได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน
ร้านมุ่งสร้างพื้นที่สำหรับกลุ่มลูกค้าวัยทำงาน ผู้ประกอบธุรกิจ กลุ่มเพื่อน และผู้ที่ชื่นชอบเสียงเพลง ให้สามารถมาพักผ่อนหลังเลิกงาน พบปะพูดคุยธุระ หรือจัดกิจกรรมสังสรรค์ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นกันเอง
แนวทางการพัฒนาร้านให้ความสำคัญกับการจัดพื้นที่นั่งรับประทานอาหารแบบเปิดโล่ง การใช้แสงไฟโทนอบอุ่น การตกแต่งบริเวณต้นไม้และซุ้มไม้ไผ่ รวมถึงการจัดพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางดนตรี เพื่อให้ร้านมีเอกลักษณ์แตกต่างจากสถานบริการทั่วไป
อาหารครบ เครื่องดื่มหลากหลาย กับแกล้มพร้อมบริการ
สำหรับการให้บริการเต็มรูปแบบ ร้านโซน 90 เตรียมรองรับลูกค้าด้วยอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายประเภท โดยให้ความสำคัญกับอาหารรับประทานร่วมกันในกลุ่มเพื่อน เมนูกับแกล้ม อาหารจานหลัก และเครื่องดื่มสำหรับการพักผ่อนหรือสังสรรค์
นอกจากการรับประทานอาหารแล้ว ลูกค้ายังสามารถเพลิดเพลินกับเสียงเพลงในบรรยากาศสบาย ๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสถานที่นั่งพูดคุยโดยไม่เร่งรีบ รวมถึงกลุ่มเพื่อนที่ต้องการย้อนความทรงจำผ่านบทเพลงในอดีต
การปรับปรุงครั้งนี้ยังมุ่งเน้นความสะอาด ความเป็นระเบียบ การจัดโต๊ะที่นั่ง และการบริการที่เป็นมิตร เพื่อสร้างความประทับใจและกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
“อาจารย์เดช” นำประสบการณ์ด้านธุรกิจและดนตรีมาพัฒนาร้าน
อาจารย์เดช ครูเพลงบ้านนอก (ทนายเดช) เป็นผู้ประกอบธุรกิจและนักกฎหมายที่มีบทบาทด้านการประพันธ์เพลง โดยมีผลงานเพลงหลายแนว อาทิ น้ำตายอดขุนศึก, แม่ทัพใจเหล็ก, มาดามรถถัง, แผ่นดินของเรา, ชายแดน 24 กรกฎาคม และ เจ้าดอกจำปา รวมถึงผลงานเพลงอื่น ๆ
การเข้ามาบริหารร้านโซน 90 จึงเป็นการนำความสนใจและประสบการณ์ด้านดนตรีมาผสมผสานกับการบริหารธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อสร้างสถานที่พักผ่อนที่มีบุคลิกเฉพาะตัว
แนวคิดสำคัญคือการทำให้ร้านโซน 90 เป็นมากกว่าสถานที่รับประทานอาหาร แต่เป็นพื้นที่สำหรับมิตรภาพ การพบปะของคนวัยทำงาน และการพักผ่อนผ่านเสียงเพลงที่คุ้นเคย
เตรียมเปิดบริการเต็มรูปแบบ 5 พฤศจิกายน 2569
แม้ร้านโซน 90 จะเปิดให้บริการอยู่ก่อนแล้ว แต่การปรับปรุงครั้งนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อมครั้งสำคัญ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ร้านและรองรับลูกค้าได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
ร้านมีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2569 โดยตั้งเป้าให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของสถานที่พักผ่อนและสังสรรค์ในเขตอำเภอเมืองแพร่
วันเวลาเปิดบริการและสถานที่ตั้ง
ร้านโซน 90 (ZONE 90 MUSIC BAR & RESTAURANT)
เวลาเปิดบริการ: 16.00–24.00 น.
วันหยุดประจำสัปดาห์: ทุกวันอาทิตย์
สถานที่ตั้ง: ถนนสายเอเชีย ก่อนถึงสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทุ่งโฮ้ง ตรงข้ามตึกเหลือง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่
โทรศัพท์: 062-228-7614
LINE ID: song67000
บริหารงานโดย: อาจารย์เดช ครูเพลงบ้านนอก (ทนายเดช)
ร้านโซน 90 พร้อมต้อนรับผู้ที่ชื่นชอบอาหาร เครื่องดื่ม และเสียงเพลงยุค 90 ให้มาสัมผัสบรรยากาศแห่งการพักผ่อนและมิตรภาพในรูปแบบใหม่ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป
---
รายงานโดย: กองบรรณาธิการ พีทีเอ นิวส์
PTA NEWS NETWORK THAILAND
ข่าวจริง เที่ยงตรง เคียงข้างประชาชน
หมายเหตุ: ข่าวประชาสัมพันธ์กิจการในเครือผู้บริหารสำนักข่าว
#ร้านอาหารแพร่ #ร้านนั่งชิลแพร่ #ร้านนั่งชิวแพร่ #ร้านอาหารเมืองแพร่ #ร้านอาหารบรรยากาศดี #ร้านอาหารเปิดใหม่แพร่ #ร้านอาหารกลางคืนแพร่ #ร้านเพลงยุค90 #เพลงยุค90 #โซน90แพร่ #ZONE90PHRAE #ทุ่งโฮ้ง #เที่ยวแพร่ #ของดีเมืองแพร่ #อาจารย์เดชครูเพลงบ้านนอก
ชายแดนแม่สอดตึงเครียด! ผบ.กองกำลังนเรศวรลงพื้นที่บัญชาการใกล้ชิด สั่งทหารพร้อมรับทุกสถานการณ์ หลังสู้รบเมียนมากระสุนล้ำแดนไทยสำน
ชายแดนแม่สอดตึงเครียด! ผบ.กองกำลังนเรศวรลงพื้นที่บัญชาการใกล้ชิด สั่งทหารพร้อมรับทุกสถานการณ์ หลังสู้รบเมียนมากระสุนล้ำแดนไทย
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง ยืนเคียงข้างประชาชน
รายงานพิเศษ วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2569
ตาก — กองกำลังนเรศวรยกระดับการเฝ้าระวังชายแดนไทย–เมียนมา หลังการสู้รบฝั่งรัฐกะเหรี่ยงส่งผลให้กระสุนข้ามเข้ามาในประเทศไทย ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและบ้านเรือนเสียหาย ล่าสุด พลตรี ประสาน เห็นประเสริฐ ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร ลงพื้นที่ฐานปฏิบัติการบ้านแม่โกนเกน อำเภอแม่สอด ตรวจความพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ พร้อมกำชับทุกหน่วยเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยให้ความปลอดภัยของประชาชนไทยเป็นภารกิจสำคัญสูงสุด
ผบ.กองกำลังนเรศวรตรวจแนวชายแดนด้วยตนเอง
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 พลตรี ประสาน เห็นประเสริฐ ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–เมียนมา ณ ฐานปฏิบัติการบ้านแม่โกนเกน (เสกสรรค์) ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
โดยมีพันเอก จิรภัทร หอมสะอาด ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจราชมนู พร้อมผู้บังคับหน่วยและกำลังพลที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์
การตรวจเยี่ยมครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการสู้รบระหว่างทหารรัฐบาลเมียนมากับกองกำลังชนกลุ่มน้อยและกลุ่มต่อต้านรัฐบาล บริเวณบ้านนิละป่าน รัฐกะเหรี่ยง ฝั่งอำเภอเมียวดี ประเทศเมียนมา
ผลจากการสู้รบทำให้กระสุนข้ามเข้ามาตกในพื้นที่ประเทศไทย สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ
ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวรจึงกำชับให้หน่วยทหารที่รับผิดชอบพื้นที่ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและตรวจการณ์ พร้อมเตรียมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างเหมาะสม
อีกหนึ่งภารกิจที่ได้รับการเน้นย้ำคือการป้องกันไม่ให้มีการลักลอบใช้พื้นที่ประเทศไทยสนับสนุนการสู้รบของคู่ขัดแย้งฝั่งเมียนมา
เจาะเหตุการณ์ กระสุนข้ามแดนจนคนไทยได้รับบาดเจ็บ
รายงานสถานการณ์ของศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา จังหวัดตาก ฉบับประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ระหว่างวันที่ 25–29 ตุลาคม เกิดการสู้รบในพื้นที่บ้านนิละป่านและบ้านผาลู ฝั่งอำเภอเมียวดี ซึ่งอยู่ตรงข้ามพื้นที่บ้านแม่โกนเกน ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
พื้นที่สู้รบบางส่วนอยู่ห่างจากแนวชายแดนประมาณ 500 เมตร
ระหว่างเหตุการณ์มีกระสุนปืนไม่ทราบชนิดและขนาดข้ามเข้ามาตกบริเวณบ้านแม่โกนเกนและบ้านห้วยมหาวงก์ ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนชาวไทยได้รับความเสียหายตามรายงานทางการจำนวน 1 หลัง และประชาชนได้รับบาดเจ็บ 1 ราย
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หน่วยเฉพาะกิจราชมนูต้องดำเนินมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้การสู้รบส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยเพิ่มเติม
เปิดปฏิบัติการยิงเตือน 2 นัด พร้อมประท้วงผ่านกลไกชายแดน
ประเด็นสำคัญที่ได้รับการยืนยันจากแถลงการณ์ศูนย์สั่งการชายแดนจังหวัดตาก คือหน่วยเฉพาะกิจราชมนูได้ยิงเครื่องยิงเตือนจำนวน 2 นัด หลังพบกระสุนข้ามมาตกในพื้นที่ไทย
ประกอบด้วยกระสุนควัน 1 นัด และกระสุนส่องสว่าง 1 นัด โดยดำเนินการตามกฎการใช้กำลังที่เกี่ยวข้อง
ฝ่ายไทยยังได้จัดทำหนังสือประท้วงผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา เพื่อให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้อาวุธบริเวณชายแดน
การยิงเตือนดังกล่าวเป็นมาตรการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่กระทบความปลอดภัยของประเทศไทย ไม่ใช่หลักฐานว่ากองทัพไทยได้เข้าสู่การสู้รบกับกองกำลังฝ่ายใดในเมียนมา
ตั้งกองบังคับการทางยุทธวิธี เพิ่มลาดตระเวนแม่สอด–พบพระ
ศูนย์สั่งการชายแดนจังหวัดตากเปิดเผยว่า กองกำลังนเรศวรได้จัดตั้งกองบังคับการทางยุทธวิธีในพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามสถานการณ์และอำนวยการปฏิบัติของหน่วยทหารตามแนวชายแดน
พร้อมสนับสนุนกำลังชุดลาดตระเวนระยะไกลเพิ่มเติมในพื้นที่อำเภอแม่สอดและอำเภอพบพระ
ด้านกองทัพอากาศมีมาตรการเฝ้าระวังสถานการณ์ และเตรียมความพร้อมในการขึ้นบินลาดตระเวนรบหากมีอากาศยานรุกล้ำน่านฟ้าไทย
มาตรการดังกล่าวสะท้อนการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งภายในเมียนมาลุกลามเข้ามาสร้างความเสียหายแก่ประเทศไทย
คุมเข้มช่องทางขนส่งสินค้า 7 วัน ป้องกันใช้พื้นที่ไทยสนับสนุนการสู้รบ
อีกมาตรการสำคัญคือการประสานด่านศุลกากรแม่สอดให้ระงับการผ่อนผันการนำเข้าและส่งออกสินค้าผ่านช่องทางอื่นนอกจากทางที่ได้รับอนุมัติ รวมถึงช่องทางธรรมชาติในพื้นที่ที่กำหนด
มาตรการเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 หรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมบริเวณทิศใต้ของสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 1 ในอำเภอแม่สอด และพื้นที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก
เป้าหมายสำคัญคือการควบคุมความปลอดภัยชายแดน และป้องกันการลักลอบส่งสิ่งของที่อาจถูกนำไปใช้สนับสนุนการสู้รบ
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการสั่งปิดด่านพรมแดนที่ได้รับอนุมัติทุกแห่ง ผู้ประกอบการจึงต้องตรวจสอบช่องทางที่ได้รับอนุญาตกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรและหน่วยงานความมั่นคงโดยตรง
วิเคราะห์ผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจชายแดน
สถานการณ์ครั้งนี้มีผลกระทบอย่างน้อยสามด้าน
ด้านแรกคือความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้แนวชายแดน เพราะการสู้รบที่เกิดขึ้นห่างจากประเทศไทยเพียงระยะสั้นสามารถทำให้กระสุนหรือสะเก็ดระเบิดข้ามเข้ามาสร้างอันตรายได้
ด้านที่สองคือการประกอบอาชีพและการค้าชายแดน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ขนส่งสินค้าที่ใช้ช่องทางผ่อนผัน ซึ่งอาจต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางและแบกรับต้นทุนเพิ่มเติม
ด้านที่สามคือภาระของเจ้าหน้าที่รัฐในการรักษาความมั่นคง ควบคู่กับการช่วยเหลือประชาชน การตรวจสอบความเสียหาย และการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลทางการที่ยืนยันมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งหมดจากมาตรการควบคุมช่องทางขนส่งสินค้าครั้งนี้
ไทยยืนยันไม่ใช่คู่ขัดแย้งในสงครามเมียนมา
ศูนย์สั่งการชายแดนจังหวัดตากยืนยันแนวทางสำคัญว่า ประเทศไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งในการสู้รบระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ในเมียนมา และไม่สนับสนุนให้ฝ่ายใดใช้ดินแดนไทยเพื่อประโยชน์ในการสู้รบ
การเพิ่มกำลังลาดตระเวน การเตรียมความพร้อมทางทหาร และการควบคุมช่องทางขนส่งสินค้า จึงต้องพิจารณาในบริบทของมาตรการป้องกันอธิปไตยและคุ้มครองประชาชน
ไม่ควรตีความว่าประเทศไทยประกาศเข้าร่วมสงคราม หรือกำลังเตรียมเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารต่อประเทศเพื่อนบ้าน
ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามหลังวันที่ 31 ตุลาคม
สิ่งที่สังคมควรติดตามต่อไปคือ สถานการณ์การสู้รบบริเวณบ้านนิละป่านและบ้านผาลูจะคลี่คลายหรือไม่ การลาดตระเวนของหน่วยทหารไทยสามารถป้องกันเหตุซ้ำได้เพียงใด และการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บกับเจ้าของบ้านที่เสียหายดำเนินไปถึงขั้นตอนใด
นอกจากนี้ ต้องติดตามว่ามาตรการระงับการผ่อนผันขนส่งสินค้าจะสิ้นสุดในวันที่ 5 พฤศจิกายนตามกำหนด หรือจำเป็นต้องขยายเวลา รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อผู้ประกอบการชายแดน
บทสรุป
การลงพื้นที่ของพลตรี ประสาน เห็นประเสริฐ ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 เป็นการติดตามสถานการณ์และตรวจความพร้อมของหน่วยทหารภายหลังเหตุการณ์สู้รบฝั่งเมียนมาส่งผลกระทบต่อประชาชนไทย
ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการเคลื่อนกำลังทหาร แต่คือการป้องกันไม่ให้ประชาชนไทยต้องได้รับอันตรายจากการสู้รบที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ ออนไลน์ จะติดตามข้อเท็จจริงจากหน่วยงานความมั่นคงและฝ่ายปกครองอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการนำเสนอข่าวที่ถูกต้อง ไม่ขยายความรุนแรงเกินข้อเท็จจริง และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง ยืนเคียงข้างประชาชน
หมายเหตุ: รายงานวันที่ 31 ตุลาคม 2569 อ้างอิงการลงพื้นที่วันที่ 30 ตุลาคม และแถลงการณ์ทางการวันที่ 29 ตุลาคม ยังไม่ใช่การยืนยันว่ามีการปะทะรอบใหม่ในวันที่ 31 ตุลาคม
ชายแดนไทย–เมียนมาระอุ! กองกำลังนเรศวรสั่งระงับขนส่งสินค้าช่องทางผ่อนผัน 7 วัน หลังสู้รบเดือด กระสุนข้ามแดนตกบ้านคนไทย บาดเจ็บ 1
ชายแดนไทย–เมียนมาระอุ! กองกำลังนเรศวรสั่งระงับขนส่งสินค้าช่องทางผ่อนผัน 7 วัน หลังสู้รบเดือด กระสุนข้ามแดนตกบ้านคนไทย บาดเจ็บ 1 ราย
สำนักข่าวพีมีเอนิวส์ ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง ยืนเคียงข้างประชาชน
รายงานพิเศษ วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2569
ตาก — สถานการณ์ชายแดนไทย–เมียนมาด้านอำเภอแม่สอดและอำเภอพบพระ จังหวัดตาก เข้าสู่ภาวะเฝ้าระวังด้านความมั่นคงอย่างเข้มงวด หลังการสู้รบระหว่างทหารรัฐบาลเมียนมากับกองกำลังชนกลุ่มน้อยและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาทวีความรุนแรง กระสุนจากการปะทะข้ามพรมแดนตกในพื้นที่ประเทศไทย ทำให้ประชาชนชาวไทยได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 1 หลัง
ล่าสุด กองกำลังนเรศวรมีหนังสือด่วนมากถึงด่านศุลกากรแม่สอด ขอระงับการผ่อนผันการนำเข้าและส่งออกสินค้าผ่านช่องทางอื่นนอกจากช่องทางที่ได้รับอนุมัติ เป็นระยะเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 หรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาความมั่นคง ป้องกันการส่งสิ่งของที่อาจเกี่ยวข้องกับการสู้รบข้ามพรมแดน และคุ้มครองชีวิตกับทรัพย์สินของประชาชนไทย
เปิดหนังสือด่วนมาก กองกำลังนเรศวรสั่งคุมเข้มชายแดน
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 พลตรี ประสาน เห็นประเสริฐ ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร มีหนังสือด่วนมาก ที่ กห 0483/นเรศวร 577 จากกองกำลังนเรศวร ค่ายวชิรปราการ อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก ถึงนายด่านศุลกากรแม่สอด
เรื่องการระงับการผ่อนผันการนำเข้า–ส่งออกสินค้าตามช่องทางอื่นนอกจากทางอนุมัติ
หนังสือระบุถึงสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่บ้านนิละป่าน ฝั่งอำเภอเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ระหว่างวันที่ 25–29 ตุลาคม 2569
การสู้รบดังกล่าวส่งผลให้กระสุนข้ามเข้ามาตกในพื้นที่บ้านห้วยมหาวงก์ ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
มีประชาชนได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย จึงจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการควบคุมพื้นที่ชายแดนเพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย
ขอบเขตมาตรการครอบคลุมช่องทางอื่นนอกจากทางอนุมัติ ตั้งแต่บริเวณทิศใต้สะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 1 ในอำเภอแม่สอด รวมถึงพื้นที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก
เจาะต้นเหตุ ทำไมชายแดนแม่สอดจึงตึงเครียด?
พื้นที่อำเภอเมียวดีของประเทศเมียนมาเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งด้านการทหารและการค้าชายแดน โดยมีแม่น้ำเมยเป็นแนวพรมแดนธรรมชาติระหว่างสองประเทศในหลายช่วง
การสู้รบที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งภายในประเทศเมียนมา ระหว่างกองทัพรัฐบาลกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยและกลุ่มต่อต้านรัฐบาล
จากรายงานสถานการณ์วันที่ 30 ตุลาคม 2569 พบว่ามีการใช้อากาศยานไร้คนขับโจมตีพื้นที่ตั้งรับของฝ่ายต่อต้านในบริเวณบ้านมินละป่าน ฝั่งประเทศเมียนมา
พื้นที่ดังกล่าวอยู่ตรงข้ามบ้านห้วยมหาวงก์ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
แม้บางช่วงจะไม่มีการยิงปะทะภาคพื้นดิน แต่ยังมีรายงานการโจมตีทางอากาศด้วยโดรน ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ประเด็นสำคัญคือการสู้รบไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่เฉพาะฝั่งเมียนมาอีกต่อไป เพราะมีวัตถุจากการสู้รบข้ามเข้ามาในประเทศไทย และทำให้ประชาชนไทยได้รับบาดเจ็บแล้ว
กระสุนข้ามแดน บ้านเสียหาย คนไทยบาดเจ็บ
ตามข้อมูลที่กองกำลังนเรศวรเปิดเผย เหตุการณ์การสู้รบช่วงวันที่ 25–29 ตุลาคม 2569 ทำให้มีกระสุนตกบริเวณบ้านห้วยมหาวงก์ ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด
ผลกระทบที่ได้รับการรายงานประกอบด้วย
- ประชาชนชาวไทยได้รับบาดเจ็บ 1 ราย
- บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 1 หลัง
- หน่วยความมั่นคงต้องเพิ่มการลาดตระเวนและเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าความขัดแย้งภายในประเทศเพื่อนบ้านสามารถสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทยได้โดยตรง
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าการที่กระสุนข้ามเข้ามาในประเทศไทยเป็นการโจมตีประเทศไทยโดยเจตนา จึงต้องแยกข้อเท็จจริงเรื่องกระสุนข้ามแดนออกจากข้อกล่าวหาว่ามีการจงใจโจมตีดินแดนไทย
ระงับการผ่อนผัน 7 วัน ไม่ใช่ปิดชายแดนทุกด่าน
ประเด็นที่ประชาชนและผู้ประกอบการต้องเข้าใจให้ถูกต้องคือ คำสั่งดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการปิดด่านพรมแดนไทย–เมียนมาทั้งหมด
มาตรการนี้มุ่งระงับการผ่อนผันการขนส่งสินค้าผ่านช่องทางอื่นนอกจากช่องทางที่ได้รับอนุมัติ โดยเฉพาะท่าข้ามและช่องทางตามแนวแม่น้ำเมยในพื้นที่ที่กำหนด
ส่วนช่องทางผ่านแดนที่ได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการไม่ได้ถูกสั่งปิดทั้งหมดตามหนังสือฉบับนี้
ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบประกาศของด่านศุลกากรแม่สอดและหน่วยความมั่นคงก่อนขนส่งสินค้า เพื่อให้ทราบว่าช่องทางใดสามารถดำเนินการได้ภายใต้เงื่อนไขใดบ้าง
วิเคราะห์ผลกระทบต่อการค้าชายแดน
อำเภอแม่สอดเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนสำคัญของประเทศไทย โดยมีการเคลื่อนย้ายสินค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับอำเภอเมียวดีของเมียนมา
การระงับการผ่อนผันผ่านช่องทางที่กำหนดอาจส่งผลต่อผู้ประกอบการที่เคยใช้ท่าข้ามเหล่านั้นในการขนส่งสินค้า
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง ความล่าช้าในการส่งมอบสินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น และรายได้ของผู้ประกอบการรายย่อยลดลง
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีตัวเลขยืนยันอย่างเป็นทางการว่ามาตรการครั้งนี้ทำให้มูลค่าการค้าชายแดนลดลงเป็นจำนวนเงินเท่าใด
จึงไม่ควรนำตัวเลขมูลค่าการค้าชายแดนทั้งหมดไปอ้างว่าเป็นความเสียหายจากการระงับการผ่อนผัน 7 วัน เพราะยังมีช่องทางที่ได้รับอนุมัติซึ่งไม่ได้ถูกสั่งปิดทั้งหมดตามมาตรการนี้
เหตุใดฝ่ายไทยต้องป้องกันการส่งสิ่งของข้ามแดน?
สาระสำคัญอีกประการหนึ่งของหนังสือกองกำลังนเรศวร คือการป้องกันไม่ให้มีการส่งสิ่งของหรือการสนับสนุนใด ๆ จากฝั่งไทยข้ามไปยังพื้นที่สู้รบ ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกองกำลังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
การควบคุมช่องทางขนส่งจึงเป็นมาตรการด้านความมั่นคงที่มุ่งลดความเสี่ยงจากการใช้พื้นที่ชายแดนไทยสนับสนุนความขัดแย้งภายในประเทศเพื่อนบ้าน
แต่ต้องย้ำว่า การกำหนดมาตรการป้องกันไม่ได้เป็นหลักฐานว่าผู้ประกอบการหรือประชาชนที่ใช้ช่องทางดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการสู้รบ
การกล่าวหาบุคคลหรือธุรกิจว่ามีส่วนสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธ จำเป็นต้องมีหลักฐานเฉพาะรายและผ่านกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย
กองทัพไทยเพิ่มความพร้อมทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ
จากรายงานข่าววันที่ 30 ตุลาคม 2569 กองกำลังนเรศวรได้จัดตั้งกองบังคับการทางยุทธวิธีในพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมา เพื่อควบคุมและติดตามสถานการณ์
ขณะเดียวกัน หน่วยเฉพาะกิจราชมนูเพิ่มการลาดตระเวนตามแนวชายแดนและพื้นที่ชุมชนเสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณตรงข้ามพื้นที่สู้รบ
กองทัพอากาศมีการเตรียมความพร้อมด้านการลาดตระเวนและการสกัดกั้น หากตรวจพบอากาศยานรุกล้ำน่านฟ้าประเทศไทย
มาตรการดังกล่าวเป็นการเตรียมพร้อมด้านการป้องกันประเทศ ไม่ใช่การประกาศว่าประเทศไทยเข้าร่วมสงครามหรือเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายใดในเมียนมา
ฝ่ายไทยยังคงยืนยันหลักการไม่สนับสนุนให้คู่ขัดแย้งใช้ดินแดนประเทศไทยเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ
นายกรัฐมนตรีสั่งดูแลความปลอดภัยประชาชน
วันที่ 30 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่าได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตากและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองประชาชนตามแนวชายแดน
นายกรัฐมนตรียังระบุว่ามีการแจ้งสถานการณ์ให้ฝ่ายผู้นำประเทศเพื่อนบ้านรับทราบแล้ว และไทยอาจเพิ่มมาตรการป้องกันหากสถานการณ์ยังส่งผลกระทบต่อดินแดนไทย
เจาะ 5 ประเด็นที่ต้องติดตามหลังคำสั่งระงับ 7 วัน
ประเด็นที่หนึ่ง — ความปลอดภัยของประชาชนชายแดน
หน่วยงานความมั่นคงจะสามารถป้องกันไม่ให้มีกระสุนหรือวัตถุจากการสู้รบข้ามเข้ามาทำอันตรายประชาชนไทยซ้ำได้อย่างไร
ประเด็นที่สอง — ความต่อเนื่องของการสู้รบ
สถานการณ์บริเวณบ้านมินละป่านและพื้นที่ใกล้เคียงจะคลี่คลายหรือทวีความรุนแรงขึ้น และจะมีการใช้อากาศยานไร้คนขับโจมตีเพิ่มเติมหรือไม่
ประเด็นที่สาม — การค้าชายแดน
ผู้ประกอบการที่ใช้ช่องทางผ่อนผันจะปรับเส้นทางขนส่งอย่างไร และมีมาตรการรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือไม่
ประเด็นที่สี่ — การประสานงานระหว่างประเทศ
ฝ่ายไทยและเมียนมาจะดำเนินมาตรการใดเพื่อป้องกันเหตุการณ์จากการสู้รบข้ามพรมแดนเข้าสู่พื้นที่ประเทศไทย
ประเด็นที่ห้า — การสิ้นสุดมาตรการวันที่ 5 พฤศจิกายน
กองกำลังนเรศวรจะพิจารณายกเลิก ขยายระยะเวลา หรือปรับมาตรการควบคุมช่องทางขนส่งสินค้าตามสถานการณ์อย่างไร
บทสรุป : ความมั่นคงชายแดนต้องคุ้มครองประชาชนควบคู่เศรษฐกิจ
การระงับการผ่อนผันนำเข้า–ส่งออกสินค้าตามแนวชายแดนแม่สอดและพบพระครั้งนี้ มีสาเหตุโดยตรงจากสถานการณ์การสู้รบภายในประเทศเมียนมาที่ส่งผลกระทบเข้ามาในดินแดนไทย
การที่ประชาชนไทยได้รับบาดเจ็บและบ้านเรือนได้รับความเสียหาย เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หน่วยงานความมั่นคงต้องเพิ่มมาตรการป้องกัน
ขณะเดียวกัน การบังคับใช้มาตรการจำเป็นต้องคำนึงถึงผู้ประกอบการชายแดนและประชาชนที่พึ่งพาการค้าข้ามแดนอย่างเหมาะสม
สิ่งสำคัญที่สุดคือการสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจน ไม่สร้างความเข้าใจผิดว่าประเทศไทยปิดชายแดนทั้งหมด และไม่กล่าวหาบุคคลหรือกลุ่มใดโดยปราศจากพยานหลักฐาน
สำนักข่าวพีมีเอนิวส์ ออนไลน์ จะติดตามสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนไทย–เมียนมา การคุ้มครองประชาชน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนอย่างต่อเนื่อง
ข่าวจริง เที่ยงตรง ยืนเคียงข้างประชาชน
หมายเหตุบรรณาธิการ: รายงานฉบับนี้ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 โดยอ้างอิงคำชี้แจงกองกำลังนเรศวรและรายงานข่าววันที่ 30 ตุลาคม 2569 ข้อมูลเหตุการณ์เพิ่มเติมหลังจากนั้นยังต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เปิดคดี “กำลังพลทิพย์” กอ.รมน.ภาค 4! ป.ป.ช. ชี้มูลอดีตนายพลเรือพร้อมพวก 6 ราย เซ็นรับรองเอกสารเท็จ 18 ฎีกา
เปิดคดี “กำลังพลทิพย์” กอ.รมน.ภาค 4! ป.ป.ช. ชี้มูลอดีตนายพลเรือพร้อมพวก 6 ราย เซ็นรับรองเอกสารเท็จ 18 ฎีกา เบิกเบี้ยเลี้ยง–ค่าเสี่ยงภัย เสียหาย 59,772 บาท ส่งฟ้องศาลทุจริตแล้ว
สำนักข่าวพีมีเอนิวส์ ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง ยืนเคียงข้างประชาชน
รายงานพิเศษ ประจำวันที่ 31 ตุลาคม 2569
เจาะลึกคดีทุจริตงบประมาณหน่วยงานความมั่นคงชายแดนภาคใต้ เมื่อ ป.ป.ช. เปิดเผยผลชี้มูลอดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารและข้าราชการท้องถิ่น รวม 6 ราย กรณีนำรายชื่อพนักงานเทศบาลมาบรรจุเป็นกำลังพล ทั้งที่ไม่ได้เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่จริง ก่อนมีการลงลายมือชื่อรับรองเอกสารเบิกจ่ายเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเลี้ยงดู และค่าเสี่ยงภัย รวม 18 ฎีกา สร้างความเสียหายแก่ราชการ 59,772 บาท
เปิดมติ ป.ป.ช. ย้อนคดีปีงบประมาณ 2564
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยผลการพิจารณาคดีทุจริตในหน่วยงานความมั่นคงชายแดนภาคใต้
คดีดังกล่าวผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 61/2568 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 โดยมีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด พลเรือตรี วรพล สิทธิจิตต์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมผู้เกี่ยวข้องรวม 6 ราย
พฤติการณ์ที่ ป.ป.ช. ตรวจสอบเกิดขึ้นในปีงบประมาณ 2564 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564
จากผลการไต่สวน ป.ป.ช. ระบุว่า พลเรือตรี วรพล ได้สั่งการให้นำชื่อ นายชานน เนตรพรหม ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานปลัดเทศบาล เทศบาลตำบลหนองเม็ก อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี มาบรรจุเป็นกำลังพลในสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
โดยมี พันเอก เศรษฐสิทธิ์ แก้วคูณเมือง เป็นผู้ติดต่อประสานงาน
แต่ผลการไต่สวนระบุว่า นายชานนไม่ได้เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานดังกล่าวจริง และการดำเนินการไม่เป็นไปตามระเบียบการบริหารงานบุคคลที่เกี่ยวข้อง
เจาะพฤติการณ์ 18 ฎีกาเบิกจ่าย ใครลงชื่อรับรอง?
ประเด็นสำคัญของคดีไม่ได้อยู่เพียงการนำชื่อบุคคลเข้ามาเป็นกำลังพล แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดทำและรับรองเอกสารทางราชการเพื่อใช้เบิกเงินงบประมาณ
ตามผลการไต่สวนของ ป.ป.ช. เจ้าหน้าที่ 5 ราย ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารและฝ่ายธุรการงบประมาณของสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ได้ร่วมกันลงลายมือชื่อรับรองเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายอันเป็นเท็จ
เอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานการเบิกค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเลี้ยงดู และค่าเสี่ยงภัย รวมทั้งสิ้น 18 ฎีกา
โดยมีนายชานนลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเงิน
ป.ป.ช. เห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ กอ.รมน. และทางราชการรวม 59,772 บาท
ข้อเท็จจริงที่ต้องเน้นคือ คดีนี้มีรายงานเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่ได้เข้าปฏิบัติงานจริงจำนวน 1 ราย และมีผู้ถูกชี้มูลรวม 6 ราย ไม่ใช่การตรวจพบกำลังพลที่ไม่มีตัวตน 6 คน
เปิดรายชื่อผู้ถูกชี้มูลทั้ง 6 ราย
1. พลเรือตรี วรพล สิทธิจิตต์
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
2. พันเอก เดชพัฒน์ วิภาวนิช
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
3. พันเอก เศรษฐสิทธิ์ แก้วคูณเมือง
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
4. พันเอก รชต ขันตรี
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายธุรการและงบประมาณ สำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
5. พันโท สมพงศ์ วงศ์ทองดี
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าฝ่ายธุรการและงบประมาณ สำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
6. นายชานน เนตรพรหม
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 หัวหน้าสำนักงานปลัดเทศบาล เทศบาลตำบลหนองเม็ก อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
รายชื่อและตำแหน่งข้างต้นเป็นข้อมูลตามช่วงเวลาที่เกิดเหตุและตามที่ปรากฏในรายงานผลชี้มูล ไม่ใช่การยืนยันตำแหน่งปัจจุบันของแต่ละบุคคล
เปิดข้อกฎหมาย ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดฐานใด?
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ถึง 5 ในความผิดทางอาญา ได้แก่
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
กรณีเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) และ (4)
เกี่ยวกับการกระทำความผิดของเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ทำ รับ หรือกรอกข้อความในเอกสาร โดยรับรองหรือบันทึกข้อความอันเป็นเท็จตามองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนด
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172
เกี่ยวกับเจ้าพนักงานของรัฐที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต
นอกจากนี้ยังมีการชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
สำหรับนายชานน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 ป.ป.ช. ชี้มูลในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าพนักงาน โดยอ้างอิงมาตรา 86 และบทบัญญัติความผิดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
การชี้มูลดังกล่าวเป็นผลการไต่สวนของ ป.ป.ช. ยังไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุดของศาล
คืนเงินแล้ว 59,772 บาท แต่คดีอาญายังดำเนินต่อ
ความคืบหน้าสำคัญคือ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญา และส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยแล้ว
รายงานวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 59,772 บาท คืนแก่ กอ.รมน. ครบถ้วนแล้ว
ขณะเดียวกัน สำนักงานอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 9 แล้ว และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ในทางกฎหมาย การชดใช้ค่าเสียหายคืนแก่รัฐไม่ได้ทำให้ความรับผิดทางอาญาระงับลงโดยอัตโนมัติ หากการกระทำนั้นครบองค์ประกอบความผิดอาญา
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาความผิดและการกำหนดโทษเป็นอำนาจของศาล ซึ่งต้องรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยอย่างครบถ้วน
วิเคราะห์เชิงระบบ เหตุใดกรณีนี้จึงมีความสำคัญ?
แม้มูลค่าความเสียหายที่ ป.ป.ช. ระบุจะอยู่ที่ 59,772 บาท แต่ประเด็นสำคัญในเชิงบริหารราชการคือระบบการตรวจสอบกำลังพลและการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานความมั่นคง
พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่จำนวนมากปฏิบัติภารกิจภายใต้ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย การเบิกจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงและค่าเสี่ยงภัยจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด
กรณีที่มีการรับรองเอกสารว่าบุคคลหนึ่งปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่ผลการไต่สวนพบว่าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่จริง ย่อมทำให้เกิดคำถามต่อประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบบุคคลและการอนุมัติเงิน
ประเด็นที่ควรตรวจสอบเชิงระบบ ได้แก่ การตรวจสอบคำสั่งบรรจุกำลังพล หลักฐานการมาปฏิบัติหน้าที่ ผู้มีอำนาจลงนามรับรอง การตรวจสอบก่อนจ่ายเงิน และการตรวจสอบย้อนหลัง
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลจากคดีนี้เพียงพอที่จะสรุปว่ามีการกระทำในลักษณะเดียวกันอย่างแพร่หลายในหน่วยงานอื่น หรือมีความเสียหายสูงกว่าตัวเลขที่ ป.ป.ช. เปิดเผย
7 คำถามที่สังคมควรได้รับคำตอบ
- ระบบตรวจสอบกำลังพลของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในช่วงเกิดเหตุมีขั้นตอนยืนยันการปฏิบัติงานจริงอย่างไร?
- เหตุใดเอกสารการเบิกจ่ายทั้ง 18 ฎีกาจึงผ่านขั้นตอนการรับรองได้ตามพฤติการณ์ที่ ป.ป.ช. ชี้มูล?
- มีเจ้าหน้าที่หน่วยงานใดรับผิดชอบตรวจสอบความถูกต้องก่อนอนุมัติจ่ายเงิน?
- หลังเกิดคดี มีการปรับปรุงระบบตรวจสอบกำลังพลและการเบิกจ่ายเงินอย่างไร?
- ผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการทางวินัยต่อผู้ถูกชี้มูลแต่ละรายถึงขั้นตอนใด?
- คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 9 มีความคืบหน้าอย่างไร?
- มีการตรวจสอบย้อนหลังในช่วงเวลาอื่นหรือหน่วยงานอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ และผลเป็นอย่างไร?
คำถามเหล่านี้เป็นประเด็นที่ควรติดตามจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ มิใช่ข้อสรุปว่ามีการทุจริตเพิ่มเติมนอกเหนือจากคดีที่มีการเปิดเผยแล้ว
บทสรุป : งบประมาณของรัฐต้องตรวจสอบได้ทุกบาท
คดีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการควบคุมภายใน การตรวจสอบเอกสารราชการ และความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจอนุมัติการเบิกจ่ายงบประมาณ
แม้เงินที่เป็นความเสียหายตามผลไต่สวนจะได้รับการชดใช้คืนแล้ว แต่กระบวนการยุติธรรมยังต้องดำเนินต่อไปตามกฎหมาย
สำนักข่าวพีมีเอนิวส์ ออนไลน์ เห็นว่าการตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินควรยึดหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะดำรงตำแหน่งหรือมียศระดับใดก็ตาม
ขณะเดียวกัน ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 รายยังมีสิทธิต่อสู้คดี และต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
สำนักข่าวพีมีเอนิวส์ ออนไลน์
“ข่าวจริง เที่ยงตรง ยืนเคียงข้างประชาชน”
หมายเหตุ: รายงานนี้จัดทำวันที่ 31 ตุลาคม 2569 อ้างอิงข้อมูลผลชี้มูลของ ป.ป.ช. ที่สื่อมวลชนรายงานวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ยังไม่พบคำพิพากษาถึงที่สุดหรือรายละเอียดคำให้การต่อสู้คดีของจำเลย จึงไม่สรุปว่าบุคคลใดมีความผิดตามคำพิพากษาแล้ว
สะเทือนวงการจิตอาสา! มูลนิธิองค์กรทำดีพักหน้าที่ “บุ๋ม ปนัดดา” ระงับรับบริจาคทุกช่องทาง
สะเทือนวงการจิตอาสา! มูลนิธิองค์กรทำดีพักหน้าที่ “บุ๋ม ปนัดดา” ระงับรับบริจาคทุกช่องทาง “ออยศรี” หอบหลักฐานร้องกองปราบฯ สอบเส้นเงิน–ปมพูลวิลล่าภูเก็ต
สำนักข่าวพีมีเอนิวส์ ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง ยืนเคียงข้างประชาชน
รายงานพิเศษ วันที่ 31 ตุลาคม 2569
กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนทั่วประเทศให้ความสนใจ เมื่อมูลนิธิองค์กรทำดีออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ให้ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานมูลนิธิเป็นการชั่วคราว พร้อมแต่งตั้งผู้รักษาการแทน และประกาศระงับรับเงินบริจาคทุกช่องทาง ระหว่างตรวจสอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินและโครงการก่อสร้างอาคารมูลนิธิ
สถานการณ์ยิ่งได้รับความสนใจเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ “ออยศรี” พร้อมทนายความและตัวแทนผู้เสียหาย เดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้เงินบริจาค โดยเฉพาะข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการนำเงินไปใช้ก่อสร้างพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ต
ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการพิสูจน์โดยกระบวนการยุติธรรม และการร้องทุกข์ไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด
เปิดแถลงการณ์มูลนิธิองค์กรทำดี เหตุใดจึงพักหน้าที่ประธาน?
วันที่ 29 ตุลาคม 2569 ฝ่ายกฎหมายมูลนิธิองค์กรทำดีชี้แจงกรณีโครงการก่อสร้างอาคารบริเวณรังสิตคลอง 8 ซึ่งมีวัตถุประสงค์จัดทำอาคารสำนักงาน พื้นที่จัดเก็บสิ่งของบริจาค อาคารรับบริจาคโลงศพ ที่จอดรถ และที่พักอาศัยสำหรับทีมงานจิตอาสา
มูลนิธิระบุว่าโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชน ทั้งการบรรเทาสาธารณภัย การจัดเก็บอุปกรณ์กู้ภัย และการจัดสถานที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ประสบภัยหรือผู้ถูกกระทำความรุนแรง
อย่างไรก็ตาม มูลนิธิยอมรับว่าการตรวจสอบเอกสารและวงเงินก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ โดยระบุว่าบุคคลใกล้ชิดของบุ๋ม ปนัดดา เป็นผู้ประสานงานและดูแลโครงการก่อสร้าง รวมถึงเก็บเอกสารบางส่วนไว้ ทำให้มูลนิธิยังไม่สามารถรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ครบถ้วน
ตามคำชี้แจง บุ๋ม ปนัดดา ได้อนุมัติการจ่ายเงินค่าก่อสร้างตามข้อมูลที่ได้รับจากผู้ประสานงาน โดยมูลนิธิระบุว่าเป็นการโอนเงินไปยังผู้รับเหมาโดยตรง
เมื่อเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสของรายการจ่ายเงิน มูลนิธิจึงประกาศให้บุ๋ม ปนัดดา ยุติหน้าที่ประธานชั่วคราว และแต่งตั้ง น.ส.พรพรรณ ภุมรินทร์ รองประธานกรรมการ ขึ้นรักษาการแทน
พร้อมกันนี้มูลนิธิประกาศระงับการรับเงินบริจาคทุกช่องทาง จนกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้านการเงินและบุคคลที่เกี่ยวข้องจะได้ข้อยุติ โดยกิจกรรมช่วยเหลือสังคมที่สามารถดำเนินการได้ยังคงดำเนินต่อไป
“ออยศรี” เดินหน้าร้องกองปราบฯ ขอสอบเงินบริจาค
วันที่ 30 ตุลาคม 2569 น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือออยศรี เจ้าของเพจออยศรีและผองเผือก พร้อมทีมกฎหมายและตัวแทนผู้เสียหาย เดินทางเข้ายื่นเรื่องต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม
ออยศรีระบุว่าต้องการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าการใช้จ่ายเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดีเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ และมีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการอนุมัติหรือรับเงินบ้าง
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือข้อกล่าวอ้างว่ามีเงินบริจาคถูกนำไปใช้กับโครงการพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งผู้ร้องตั้งข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานสาธารณประโยชน์ของมูลนิธิอย่างไร
ฝ่ายผู้ร้องขอให้ตรวจสอบว่าพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่
ทั้งนี้ การระบุฐานความผิดเป็นข้อกล่าวหาที่ผู้ร้องประสงค์ให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบ ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง
เงินบริจาค 1,000 บาท กลายเป็นจุดเริ่มต้นการร้องทุกข์
ออยศรีเปิดเผยว่า ตนเคยโอนเงินบริจาคจำนวน 1,000 บาท เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ขณะบริจาคเข้าใจว่าเป็นบัญชีของมูลนิธิ แต่ภายหลังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับลักษณะชื่อบัญชีที่ปรากฏในหลักฐานการโอนเงิน จึงเริ่มตรวจสอบเพิ่มเติม
ฝ่ายผู้ร้องยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรายการโอนเงินจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกรรมที่มีมูลค่าเกิน 500,000 บาท ซึ่งอ้างว่าควรมีมติที่ประชุมและเอกสารอนุมัติตามระเบียบของมูลนิธิ
ประเด็นสำคัญที่พนักงานสอบสวนจำเป็นต้องตรวจสอบ ได้แก่ ผู้ถือบัญชีที่แท้จริง ผู้มีอำนาจอนุมัติการจ่ายเงิน ผู้รับโอนเงิน วัตถุประสงค์ของการโอน และเอกสารประกอบธุรกรรมแต่ละรายการ
อย่างไรก็ตาม การมีบัญชีชื่อบุคคลหรือการโอนเงินไปยังบุคคลภายนอกเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นการยักยอก ฉ้อโกง หรือฟอกเงิน ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและเจตนาของผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย
ปมก่อสร้างอาคารรังสิตคลอง 8 กับพูลวิลล่าภูเก็ต เป็นเงินก้อนเดียวกันหรือไม่?
นี่เป็นคำถามสำคัญที่ยังต้องหาคำตอบ
โครงการก่อสร้างอาคารมูลนิธิบริเวณรังสิตคลอง 8 เป็นโครงการที่มูลนิธิออกแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการ ส่วนโครงการพูลวิลล่าภูเก็ตเป็นประเด็นที่ฝ่ายผู้ร้องกล่าวอ้างและขอให้ตำรวจตรวจสอบ
จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าเงินจากทั้งสองโครงการมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร หรือเป็นธุรกรรมชุดเดียวกันหรือไม่
การตรวจสอบจำเป็นต้องอาศัยสัญญาก่อสร้าง ใบเสนอราคา ใบเสร็จรับเงิน หลักฐานการโอนเงิน เอกสารกรรมสิทธิ์ที่ดิน และข้อมูลการดำเนินงานจริงของผู้รับเหมา
หากมีการจ่ายเงินค่าก่อสร้างจริง จะต้องตรวจสอบว่ามีงานก่อสร้างเกิดขึ้นตรงตามสัญญาหรือไม่ และมูลค่าที่จ่ายสัมพันธ์กับผลงานที่ได้รับเพียงใด
ประเด็นเอกสารก่อสร้างและผู้ประสานงาน
อีกหนึ่งข้อสงสัยที่ต้องติดตามคือกรณีเอกสารโครงการก่อสร้างซึ่งมูลนิธิระบุว่ายังรวบรวมได้ไม่ครบ
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการตรวจสอบทางบัญชี เพราะเอกสารก่อสร้างเป็นหลักฐานแสดงที่มาของภาระผูกพัน การอนุมัติจ่ายเงิน และการรับมอบงาน
หากเอกสารสูญหายหรือถูกกล่าวอ้างว่ามีการปลอมแปลง เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบเอกสารต้นฉบับ ลายมือชื่อ ผู้จัดทำเอกสาร และข้อมูลธุรกรรมจากสถาบันการเงินตามกระบวนการกฎหมาย
ในขณะเดียวกัน บุคคลที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นผู้ประสานงานหรือผู้รับเหมาย่อมต้องได้รับโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงและนำหลักฐานมาหักล้างข้อสงสัยด้วย
กรรมการมูลนิธิลาออก ยิ่งเพิ่มคำถามต่อระบบบริหาร
วันที่ 30 ตุลาคม 2569 มีรายงานว่า นายปรัชวิน บุญชุบ ยื่นลาออกจากตำแหน่งกรรมการมูลนิธิองค์กรทำดี โดยระบุเหตุผลเกี่ยวกับความกังวลต่อชื่อเสียงของมูลนิธิ และประสงค์เปิดทางให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส
การลาออกดังกล่าวเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสตรวจสอบ แต่ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าผู้ลาออกหรือกรรมการรายอื่นกระทำความผิด
วิเคราะห์ข้อกฎหมาย หากใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ ใครต้องรับผิดชอบ?
การรับเงินบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ย่อมมีข้อผูกพันเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และการบริหารจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ
หากพบว่ามีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จริง เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาพฤติการณ์เป็นรายกรณีว่ามีองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายใดหรือไม่
กรณีฉ้อโกงประชาชน ต้องพิสูจน์การหลอกลวง การแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้ง การได้มาซึ่งทรัพย์สิน และองค์ประกอบอื่นตามกฎหมาย
ส่วนความผิดฐานฟอกเงิน ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพียงเพราะมีการโอนเงินจำนวนมาก แต่ต้องตรวจสอบความเกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานและพฤติการณ์เกี่ยวกับทรัพย์สินตามกฎหมายฟอกเงิน
สำหรับการบริหารมูลนิธิ หากพบว่ากรรมการดำเนินการขัดต่อกฎหมายหรือข้อบังคับ อาจมีมาตรการทางแพ่งและทางทะเบียนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กรมการปกครองได้ชี้แจงหลักกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจในการร้องขอต่อศาลเพื่อถอดถอนกรรมการหรือเลิกมูลนิธิในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่ามูลนิธิองค์กรทำดีถูกสั่งยุบแล้ว
คำถามสำคัญที่ประชาชนยังรอคำตอบ
- ยอดเงินบริจาคที่มูลนิธิได้รับทั้งหมดในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องมีจำนวนเท่าใด?
- โครงการก่อสร้างอาคารรังสิตคลอง 8 มีงบประมาณที่ได้รับอนุมัติและยอดจ่ายจริงเท่าใด?
- รายการโอนเงินแต่ละครั้งผ่านขั้นตอนอนุมัติตามข้อบังคับมูลนิธิครบถ้วนหรือไม่?
- โครงการพูลวิลล่าภูเก็ตมีความเกี่ยวข้องกับเงินมูลนิธิจริงหรือไม่ และหากเกี่ยวข้อง มีวัตถุประสงค์ใด?
- เอกสารสัญญา ใบเสร็จ และหลักฐานการรับมอบงานก่อสร้างอยู่ที่ใคร?
- ใครเป็นผู้มีอำนาจลงนามและสั่งจ่ายเงินจากบัญชีที่เกี่ยวข้อง?
- มูลนิธิจะเปิดเผยผลตรวจสอบทางบัญชีโดยผู้ตรวจสอบอิสระเมื่อใด?
- ผู้บริจาคจะสามารถตรวจสอบการใช้เงินที่ตนบริจาคได้อย่างไร?
บทสรุป : ความศรัทธาต้องเดินคู่ความโปร่งใส
กรณีมูลนิธิองค์กรทำดีไม่ใช่เพียงข้อพิพาทระหว่างบุคคล แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรสาธารณกุศล
การทำประโยชน์ให้สังคมในอดีตควรได้รับการพิจารณาตามข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันการบริหารเงินบริจาคก็ต้องสามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบ
ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังมีสิทธิได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และมีสิทธิชี้แจงหรือแสดงพยานหลักฐานต่อสาธารณะและพนักงานสอบสวน
สำนักข่าวพีมีเอนิวส์ ออนไลน์ จะยึดหลักการนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน ไม่ตัดสินบุคคลจากกระแสสังคม และให้ความสำคัญกับหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เพื่อรักษาสิทธิของประชาชน ผู้บริจาค และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
สำนักข่าวพีมีเอนิวส์ ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง ยืนเคียงข้างประชาชน
หมายเหตุบรรณาธิการ: รายงานนี้เรียบเรียงจากข้อมูลข่าวที่เผยแพร่ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้เงินบริจาคยังต้องรอผลตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจ และยังไม่ถือเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ความผิดของบุคคลใดแล้ว
PTA NEWS SPECIAL REPORTทลายโรงงาน “แก๊สหัวเราะ” กลางกรุง!ยึดไนตรัสออกไซด์ 72 ตัน มูลค่ากว่า 72 ล้าน
PTA NEWS SPECIAL REPORT
ทลายโรงงาน “แก๊สหัวเราะ” กลางกรุง!
ยึดไนตรัสออกไซด์ 72 ตัน มูลค่ากว่า 72 ล้าน พบชาวจีนดูแล–แรงงานเมียนมา ตำรวจเร่งสาวเส้นทางกระจายขายแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ
วันที่ 14 กันยายน 2569
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
PTA NEWS NETWORK ONLINE
“ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน”
กรุงเทพมหานคร — ตำรวจสืบสวนนครบาลสนธิกำลังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นโรงงานและโกดังแห่งหนึ่งภายในซอยเฉลิมพระเกียรติ ร.9 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร หลังการสืบสวนพบพฤติการณ์ต้องสงสัยเกี่ยวกับการลักลอบบรรจุและจำหน่ายก๊าซไนตรัสออกไซด์ หรือ Nitrous Oxide (N₂O) ที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “แก๊สหัวเราะ” โดยไม่ได้รับอนุญาต
ปฏิบัติการครั้งนี้นำไปสู่การตรวจยึดก๊าซไนตรัสออกไซด์และอุปกรณ์จำนวนมาก จนถูกระบุว่าเป็นการทลายแหล่งบรรจุ “แก๊สหัวเราะ” รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบในประเทศไทย ขณะที่ตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลไปยังแหล่งที่มาของก๊าซ เครือข่ายผู้สั่งซื้อ และเส้นทางกระจายสินค้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ
เปิดโกดัง พบพร้อมขาย 1,652 ถัง
จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบ ถังบรรจุก๊าซไนตรัสออกไซด์พร้อมจำหน่าย 1,652 ถัง รวมถึงถังเปล่ามากกว่า 4,200 ถัง และรถบรรทุกก๊าซขนาดใหญ่อีก 2 คัน
ปริมาณก๊าซที่ตรวจพบรวมประมาณ 72,000 กิโลกรัม หรือ 72 ตัน หากกระจายจำหน่ายทั้งหมดประเมินมูลค่ากว่า 72 ล้านบาท
ภายในสถานที่ยังพบแรงงานชาวเมียนมา 10 คน และชาวจีน 2 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุเบื้องต้นว่าทำหน้าที่ดูแลสถานที่ โดยตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบสถานะและบทบาทของแต่ละบุคคลอย่างละเอียด
เปิดมานานกว่า 1 ปี
ข้อมูลการสืบสวนเบื้องต้นระบุว่า โรงงานแห่งนี้ดำเนินการมานานกว่า 1 ปี
รูปแบบการดำเนินงานที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ คือรับก๊าซไนตรัสออกไซด์จากรถขนส่งขนาดใหญ่ ก่อนนำมาถ่ายและบรรจุลงในถังขนาดเล็กตามคำสั่งซื้อ
มีรายงานว่าราคาขายส่งอยู่ที่ประมาณ กิโลกรัมละ 1,000 บาท และมีการส่งผลิตภัณฑ์ออกไปยังแหล่งท่องเที่ยวหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ตำรวจยังต้องตรวจสอบว่าเครือข่ายปลายทางมีใครบ้าง และสินค้าแต่ละล็อตถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด
ปมใหญ่ — “แก๊สหัวเราะ” ไม่ใช่ของเล่น
ประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัดว่า ไนตรัสออกไซด์ไม่ได้เป็นสารที่ผิดกฎหมายในทุกกรณี
สารดังกล่าวมีการใช้ประโยชน์โดยชอบในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอาหาร แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมีการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะการบรรจุใส่ลูกโป่งเพื่อสูดดมให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้มหรือมึนเมา
อย.เคยเตือนอย่างเป็นทางการว่า การสูดไนตรัสออกไซด์ปริมาณมากอาจทำให้ก๊าซเข้าไปแทนที่ออกซิเจน เกิดอาการมึนงง คลื่นไส้ อาเจียน หมดสติ และกระทบระบบประสาท ส่วนการใช้ต่อเนื่องอาจเกี่ยวข้องกับภาวะขาดวิตามินบี 12 และความผิดปกติของเส้นประสาท ในกรณีรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
กฎหมายเอาผิดอย่างไร?
จุดนี้ต้องระวังไม่ฟันธงข้อหาของผู้เกี่ยวข้องในคดีปัจจุบันก่อนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ
แต่ในปฏิบัติการของ อย.ที่ผ่านมา การนำไนตรัสออกไซด์ที่อยู่ภายใต้การกำกับด้านอาหารไปจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือแสดงฉลากไม่ถูกต้อง อาจเกี่ยวข้องกับความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522
และหากนำไนตรัสออกไซด์ไปบรรจุเพื่อจำหน่ายสำหรับการสูดดมให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้ม อย.เคยระบุว่าสามารถเกี่ยวข้องกับความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์และลักษณะผลิตภัณฑ์ในแต่ละคดี
สำหรับคดีประเวศวันนี้ ตำรวจเปิดเผยว่า ประเด็นที่เห็นชัดในเบื้องต้นคือ การเปิดโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนการนำเข้าก๊าซว่าถูกต้องหรือไม่ยังต้องตรวจสอบย้อนหลัง และจะขยายผลไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป
PTA NEWS ตีแผ่ — 72 ตันไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว
สิ่งที่ต้องจับตาจากคดีนี้จึงไม่ใช่เพียงจำนวนถังที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้
หากข้อมูลว่าโรงงานดำเนินงานมานานกว่า 1 ปีและมีการกระจายสินค้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวหลายจังหวัดได้รับการยืนยันจากการสอบสวน คำถามสำคัญคือ ก๊าซมาจากไหน ใครเป็นผู้นำเข้า ใครเป็นผู้สั่งซื้อ เงินไหลไปทางใด และมีสถานที่ลักษณะเดียวกันอยู่อีกหรือไม่
อีกประเด็นคือบทบาทของชาวจีน 2 คนและแรงงานเมียนมา 10 คนที่พบในสถานที่ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องแยกให้ชัดว่าใครเป็นนายทุน ผู้ควบคุม ผู้ดำเนินการ หรือเป็นเพียงลูกจ้าง เพราะความรับผิดทางกฎหมายของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกัน
และเมื่อเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ กลุ่มทุนจีนและนอมินี การสอบสวนจึงอาจต้องไปไกลกว่าตัวโรงงาน ทั้งโครงสร้างบริษัท ผู้ถือหุ้น ผู้เช่าสถานที่ เส้นทางการเงิน และเครือข่ายผู้รับสินค้าปลายทาง โดยยังไม่ควรกล่าวหาบุคคลหรือบริษัทใดว่าเป็นนอมินีจนกว่าจะมีพยานหลักฐานรองรับ
คำถามจากนี้จึงไม่ใช่แค่ว่า “จับได้กี่ถัง” แต่คือ 72 ตันนี้กำลังจะถูกส่งไปที่ไหน และก่อนถูกจับมีแก๊สในลักษณะเดียวกันหลุดออกสู่ตลาดไปแล้วเท่าใด
ตำรวจและ อย.ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบของกลาง เส้นทางนำเข้า การบรรจุ การจำหน่าย ผู้สั่งซื้อ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก่อนดำเนินคดีตามฐานความผิดที่พยานหลักฐานรองรับ
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ จะติดตามการขยายผลคดี โดยเฉพาะเส้นทางเงิน แหล่งนำเข้า ผู้รับซื้อปลายทาง และข้อเท็จจริงว่ามีเครือข่ายทุนหรือนอมินีเกี่ยวข้องหรือไม่
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
PTA NEWS NETWORK ONLINE
“ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน”
แจ้งข่าว ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส โทร. 062-228-7614, 062-228-7641
LINE : song67000
#พีทีเอนิวส์ #PTANews #ข่าวด่วน #ข่าวออนไลน์ #เกาะข่าวเด่น #ทลายโรงงาน #แก๊สหัวเราะ #ไนตรัสออกไซด์ #ประเวศ #อย #สืบนครบาล #อาชญากรรม #เตือนภัย
PTA NEWS SPECIAL REPORTจับตา “กฎหมายครอบครองอาวุธปืน” ครั้งใหญ่ปืนมีทะเบียนไม่ได้แปลว่าพกได้ตามใจ
PTA NEWS SPECIAL REPORT
จับตา “กฎหมายครอบครองอาวุธปืน” ครั้งใหญ่
ปืนมีทะเบียนไม่ได้แปลว่าพกได้ตามใจ — รัฐบาลเดินหน้าคุมเข้ม ขณะที่ผู้ครอบครองปืนถูกกฎหมายเรียกร้องอย่าเหมารวมกับปืนเถื่อน
14 กันยายน 2569
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
PTA NEWS NETWORK ONLINE
“ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน”
กรุงเทพฯ — ประเด็นการครอบครองอาวุธปืนของประชาชนกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังรัฐบาลเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาวุธปืนครั้งสำคัญ ท่ามกลางข้อถกเถียงระหว่างเป้าหมายด้านความปลอดภัยของประชาชน กับสิทธิของผู้ที่ซื้อและครอบครองอาวุธปืนโดยได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง
ข้อมูลล่าสุดที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนคือ กฎหมายใหม่ยังอยู่ในกระบวนการปรับปรุงและไม่ได้หมายความว่ากติกาที่ถูกเสนอทุกข้อมีผลบังคับใช้แล้ว
เมื่อวันที่ 13 กันยายน รัฐบาลออกมาชี้แจงกระแสข่าวเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายอาวุธปืน โดยยืนยันว่า ไม่มีข้อกำหนดให้ประชาชนต้องต่อใบอนุญาตทุก 1–2 เดือน ตามข้อมูลที่ถูกเผยแพร่บางส่วน และย้ำว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่และนักกีฬายิงปืนยังสามารถครอบครองหรือดำเนินการเกี่ยวกับอาวุธปืนได้ภายใต้กรอบกฎหมาย
นี่เป็นจุดสำคัญ เพราะประชาชนต้องแยกระหว่าง “กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน” กับ “ร่างกฎหมายใหม่ที่กำลังพิจารณา”
ครอบครองปืนถูกกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าเอาไปไหนก็ได้
ภายใต้ระบบปัจจุบัน การมีและใช้อาวุธปืนอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490
ผู้ประสงค์จะมีและใช้อาวุธปืนต้องผ่านกระบวนการอนุญาต นายทะเบียนต้องตรวจสอบคุณสมบัติ รวมถึงประวัติอาชญากรรมและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 13 ก่อนพิจารณาอนุญาต
ประชาชนจึงต้องแยกคำว่า “มีและใช้” “ครอบครอง” และ “พกพา” ออกจากกัน
การมีปืนที่ได้รับอนุญาตและมีทะเบียนถูกต้อง ไม่ได้ทำให้เจ้าของมีสิทธิพกปืนไปในที่สาธารณะได้โดยอัตโนมัติ
รัฐบาลเองเคยย้ำหลักการนี้อย่างชัดเจนว่า สิทธิในการครอบครองกับสิทธิในการพกพาและใช้อาวุธเป็นคนละเรื่องกัน ปืนมีทะเบียนไม่ได้หมายความว่าสามารถนำออกไปพกหรือหยิบมาใช้ได้ตามต้องการ
แล้วรัฐบาลกำลังจะเปลี่ยนอะไร?
ร่างกฎหมายที่กรมการปกครองเปิดรับฟังความคิดเห็นมีแนวคิดปรับระบบควบคุมปืนหลายด้าน ตั้งแต่การตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขออนุญาตให้ละเอียดขึ้น การตรวจสุขภาพกายและสุขภาพจิต การทดสอบความรู้เกี่ยวกับอาวุธปืน การจำกัดจำนวนอาวุธปืนที่สามารถครอบครอง ตลอดจนการจัดเก็บอัตลักษณ์ของอาวุธปืนแต่ละกระบอก
อีกแนวคิดหนึ่งที่ถูกเสนอคือการปรับระบบใบอนุญาตจากกฎหมายเดิมให้มีการตรวจสอบผู้ครอบครองเป็นระยะมากขึ้น
เหตุผลของฝ่ายรัฐคือ สภาพสังคม เทคโนโลยี และรูปแบบอาชญากรรมเปลี่ยนแปลงไปมาก ขณะที่กฎหมายหลักใช้มาตั้งแต่ปี 2490 จึงต้องการระบบที่สามารถตรวจสอบได้ว่า บุคคลซึ่งได้รับอนุญาตในอดีตยังมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการครอบครองอาวุธปืนหรือไม่
แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่า รายละเอียดในร่างกฎหมายไม่ควรถูกนำไปบอกประชาชนว่าเป็นกฎหมายที่มีผลใช้แล้ว
ฝ่ายผู้ครอบครองปืนถูกกฎหมายก็ออกมาเคลื่อนไหว
อีกด้านหนึ่ง กลุ่มผู้ครอบครองอาวุธปืนอย่างถูกกฎหมายได้ออกมาแสดงความกังวลต่อมาตรการที่เข้มงวดขึ้น
เมื่อไม่นานมานี้มีการจัดเวทีเกี่ยวกับร่างกฎหมาย โดยฝ่ายผู้ครอบครองปืนถูกกฎหมายเสนอให้รัฐรับฟังผลกระทบ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในการครอบครอง การนำอาวุธไปสนามยิงปืนหรือร้านซ่อม การฝึกซ้อม และการป้องกันตนเองภายใต้กฎหมาย
นักกีฬายิงปืนบางส่วนยังสะท้อนความกังวลว่ามาตรการบางประเภทอาจกระทบต่อการฝึกซ้อมและการแข่งขัน หากออกแบบกฎเกณฑ์โดยไม่แยกวัตถุประสงค์ของการครอบครองให้ชัดเจน
นี่จึงเป็นข้อถกเถียงที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า จะจัดการปืนผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมกับควบคุมปืนถูกกฎหมายอย่างเหมาะสม โดยไม่สร้างภาระเกินสมควรแก่ประชาชนที่ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างไร
ทำไมรัฐบาลจึงเร่งเรื่องนี้?
เบื้องหลังการผลักดันมาตรการคือเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืนหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งยกระดับการกวาดล้างอาวุธปืนทั่วประเทศ ทั้งปืน อาวุธสงคราม เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด และการซื้อขายอาวุธผิดกฎหมายผ่านสื่อสังคมออนไลน์
ผลสำรวจที่เผยแพร่ต้นเดือนกันยายนยังพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 50.9% มองปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทยว่ารุนแรงมาก และ 71.1% มองว่าปัจจัยหนึ่งมาจากการมีอาวุธปืนผิดกฎหมายจำนวนมาก
และวันนี้ 14 กันยายน ก็มีเหตุการณ์ที่สะท้อนปัญหาอีกด้านหนึ่ง เมื่อ ผบ.ตร. สั่งตรวจสอบกรณีพนักงานรักษาความปลอดภัยรายหนึ่งถูกกล่าวหาว่าทำร้ายไรเดอร์หญิงและนำอาวุธปืนออกมาข่มขู่ พร้อมให้ตรวจสอบทั้งสถานะของพนักงานและบริษัทต้นสังกัดตามกฎหมายธุรกิจรักษาความปลอดภัย
PTA NEWS วิเคราะห์ — อย่าเหมารวม “ปืนถูกกฎหมาย” กับ “ปืนเถื่อน”
หัวใจของเรื่องนี้จึงไม่ควรถูกลดเหลือเพียงคำถามว่า “ควรให้ประชาชนมีปืนหรือไม่”
ปัญหาทางกฎหมายมีอย่างน้อยสามชั้นที่ต้องแยกกัน คือ ปืนผิดกฎหมายหรือปืนเถื่อน, ปืนที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้โดยถูกต้อง และการนำปืนออกไปพกพาหรือใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ
คนที่ได้รับอนุญาตให้มีปืนไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุญาตให้พกปืนไปทุกแห่ง และในทางกลับกัน การออกมาตรการควบคุมปืนเถื่อนก็ไม่ควรทำให้สังคมเข้าใจว่าผู้ครอบครองปืนมีทะเบียนทุกคนเป็นผู้กระทำผิด
กฎหมายที่ดีต้องควบคุมอาวุธที่มีศักยภาพทำอันตรายต่อชีวิต ขณะเดียวกันต้องกำหนดสิทธิ หน้าที่ และข้อห้ามให้ชัดเจนจนประชาชนสามารถปฏิบัติตามได้จริง
สิ่งที่ต้องจับตาจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “กฎหมายจะเข้มขึ้นหรือไม่” แต่ต้องดูรายละเอียดว่า ใครยังมีสิทธิครอบครองได้ จำนวนเท่าใด ใบอนุญาตจะมีอายุอย่างไร หลักเกณฑ์สุขภาพและการตรวจประวัติจะเป็นแบบใด การนำปืนไปสนามยิงปืนหรือร้านซ่อมจะทำอย่างไร และบทเฉพาะกาลจะคุ้มครองผู้ที่มีใบอนุญาตเดิมอย่างไร
จนกว่ากฎหมายใหม่จะผ่านกระบวนการและประกาศใช้ ประชาชนจึงไม่ควรเชื่อข้อความในโซเชียลที่นำข้อเสนอใน “ร่างกฎหมาย” มาเขียนเสมือนเป็น “กฎหมายที่มีผลใช้แล้ว”
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
PTA NEWS NETWORK ONLINE
“ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน”
แจ้งข่าว ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส โทร. 062-228-7614, 062-228-7641
LINE : song67000
#พีทีเอนิวส์ #PTANews #ข่าวจริงเที่ยงตรงเพื่อประชาชน #อาวุธปืน #กฎหมายอาวุธปืน #ครอบครองอาวุธปืน #ปืนมีทะเบียน #ปืนเถื่อน #กฎหมาย #ข่าวออนไลน์ #เกาะข่าวเด่น
กกต.มีมติคดีเลือก สว. ส่งบางส่วนถึงศาลฎีกา หลังไต่สวนยาวนานกว่า 2 ปี14 กันยายน 2569
กกต.มีมติคดีเลือก สว. ส่งบางส่วนถึงศาลฎีกา หลังไต่สวนยาวนานกว่า 2 ปี
14 กันยายน 2569
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ (PTA NEWS NETWORK ONLINE)
“ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน”
กรุงเทพฯ — ความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมืองวันนี้อยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งมีการแถลงผลการพิจารณาสำนวนเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ซึ่งเป็นคดีที่สังคมติดตามมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การเลือก สว. เมื่อปี 2567
การแถลงมีขึ้นในช่วงบ่ายวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมผู้บริหารสำนักงาน กกต. แถลงผลภายหลังคณะกรรมการ กกต. พิจารณาสำนวนเสร็จสิ้น
ตามข้อมูลที่มีการรายงานล่าสุด สำนวนที่เข้าสู่การพิจารณาครอบคลุมผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 427 คน และแบ่งประเด็นการพิจารณาออกเป็น 7 ข้อกล่าวหา
ภายหลังการพิจารณา กกต.มีมติให้ดำเนินการส่งบุคคลบางส่วนไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อพิจารณาตามกระบวนการกฎหมาย โดยรายงานข่าวระบุว่าเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาที่ 3–7
สำหรับกลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกจับตามองก่อนหน้านี้ รายงานผลการพิจารณาล่าสุดระบุว่า ไม่ปรากฏ สส. ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรค อยู่ในกลุ่มที่ กกต.มีมติให้ดำเนินการต่อศาลในส่วนดังกล่าว
คดีนี้มีที่มาจากการตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 โดยสำนักงาน กกต.แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ร่วมดำเนินการ
กระบวนการตรวจสอบใช้เวลาประมาณ 2 ปี ก่อนมีความเห็นเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 ราย ซึ่งประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน บุคคลทางการเมือง บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้อง รวมถึง สว.สำรองและผู้สมัคร สว.
อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าสู่การลงมติของ กกต.ชุดใหญ่ สำนวนดังกล่าวยังผ่านกระบวนการกลั่นกรองของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ก่อนที่ความเห็นจากกระบวนการต่าง ๆ จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
สิ่งสำคัญที่ประชาชนควรเข้าใจในทางกฎหมาย
การที่ กกต.มีมติให้ส่งเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ยังไม่ใช่คำพิพากษาว่าบุคคลใดกระทำความผิด
บุคคลที่ถูกกล่าวหายังคงได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีกระบวนการพิจารณาและคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาตามกฎหมายถึงที่สุด
ดังนั้น การรายงานข่าวในขั้นตอนนี้จำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่างคำว่า “ผู้ถูกกล่าวหา” “ผู้ที่ กกต.มีมติให้ดำเนินการต่อศาล” และ “ผู้กระทำความผิด” ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายแตกต่างกัน
จากนี้ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ การจัดทำและยื่นคำร้องของ กกต.ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง รายละเอียดรายบุคคล ตลอดจนคำสั่งของศาลเมื่อได้รับคำร้อง ซึ่งอาจมีผลต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายกำหนด
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ จะติดตามความคืบหน้าของคดี รวมถึงรายละเอียดอย่างเป็นทางการจาก กกต.และกระบวนการของศาล เพื่อรายงานต่อประชาชนโดยยึดข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายเป็นสำคัญ
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
PTA NEWS NETWORK ONLINE
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
แจ้งข่าว ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส
โทร. 062-228-7614, 062-228-7641
LINE : song67000
www.ptanewnetwork.com
#พีทีเอนิวส์ #PTANews #ข่าวออนไลน์ #ข่าวด่วน #กกต #วุฒิสภา #สว #คดีเลือกสว #ศาลฎีกา #เกาะข่าวเด่น #ข่าวการเมือง
🚨 มหาดไทยเอาจริง! “อนุทิน” เซ็นเนรเทศชาวอิสราเอลพ้นไทย หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาคดีข่มขู่คำสั่งลงวันที่ 4 ก.ย. 2569
🚨 มหาดไทยเอาจริง! “อนุทิน” เซ็นเนรเทศชาวอิสราเอลพ้นไทย หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาคดีข่มขู่
คำสั่งลงวันที่ 4 ก.ย. 2569 ใช้ พ.ร.บ.เนรเทศ พ.ศ.2499 หลังศาลพิพากษาผิด ม.392 — เจ้าตัวยังมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งภายใน 7 วัน
6 กันยายน 2569 | ศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ ตรวจสอบกรณีกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งเนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR. YAACOV OHAYON) สัญชาติอิสราเอล ออกนอกราชอาณาจักร หลังมีพฤติการณ์ส่งข้อความข่มขู่ผู้เสียหายจนเกิดความหวาดกลัว และต่อมาศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาว่ากระทำความผิดตามกฎหมายอาญา
กรณีนี้น่าสนใจในทางกฎหมาย เนื่องจากแม้โทษจำคุกในคดีอาญาจะได้รับการรอการลงโทษ แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐไทยจะไม่สามารถดำเนินมาตรการทางปกครองเกี่ยวกับการอยู่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าวได้
เปิดคำสั่งมหาดไทย
จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ กระทรวงมหาดไทยเผยแพร่ คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 2372/2569 ลงวันที่ 4 กันยายน 2569 ให้เนรเทศนายยาคอฟ โอฮะยอน ออกไปนอกราชอาณาจักร
เหตุแห่งคำสั่งระบุถึงพฤติการณ์การส่งข้อความข่มขู่ผู้เสียหายเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและร่างกาย จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวและความตกใจ
เรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก่อนที่ ศาลจังหวัดเกาะสมุย จะมีคำพิพากษาว่า นายยาคอฟมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ
ศาลพิพากษาในเบื้องต้นให้
จำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท
แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เหลือ
จำคุก 15 วัน ปรับ 5,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี
ทำไมคดีโทษไม่สูง แต่ถึงขั้นถูกเนรเทศ?
นี่คือประเด็นกฎหมายสำคัญของเรื่องนี้
การพิพากษาลงโทษในคดีอาญา กับการใช้อำนาจของรัฐในการเนรเทศคนต่างด้าว เป็นคนละกระบวนการกัน
กระทรวงมหาดไทยพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวขัดต่อ ความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือความผาสุกของประชาชน และเข้าเงื่อนไขที่รัฐสามารถใช้อำนาจตาม มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ.2499
คำสั่งจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.เนรเทศ พ.ศ.2499 ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569 ให้บุคคลดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักร
ดังนั้น การที่ศาลรอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ไม่ได้ทำให้คำสั่งเนรเทศสิ้นผลไปโดยอัตโนมัติ
ยังไม่ใช่ “จับขึ้นเครื่องทันที”
อีกประเด็นที่ประชาชนควรเข้าใจให้ถูกต้อง คือ เมื่อมีคำสั่งเนรเทศแล้ว กฎหมายยังเปิดช่องทางให้ผู้ถูกสั่งใช้สิทธิทางกฎหมาย
หากนายยาคอฟไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง สามารถ อุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 7 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ.2499 เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งหรือดำเนินการตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด
เพราะฉะนั้น การรายงานว่า “ถูกผลักดันออกจากประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว” จะต้องมีหลักฐานยืนยันการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรอีกชั้นหนึ่ง ไม่ควรตีความจากการมีคำสั่งเนรเทศเพียงอย่างเดียว
PTA วิเคราะห์ : คดีนี้ส่งสัญญาณอะไร?
กรณีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า คนต่างชาติที่เข้ามาพำนักหรือประกอบกิจกรรมในประเทศไทยอยู่ภายใต้กฎหมายไทยเช่นเดียวกับบุคคลอื่น
เมื่อการกระทำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและมีคำพิพากษาแล้ว หากฝ่ายปกครองเห็นว่าพฤติการณ์เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายเนรเทศ ก็สามารถพิจารณามาตรการเกี่ยวกับสิทธิในการอยู่ในราชอาณาจักรเพิ่มเติมได้
อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายต้องดำเนินไปตามขั้นตอน ให้สิทธิแก่ผู้ถูกสั่งในการอุทธรณ์ และต้องแยกให้ชัดระหว่าง “คำพิพากษาคดีอาญา” “คำสั่งเนรเทศ” และ “การนำตัวออกนอกราชอาณาจักรจริง” ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนทางกฎหมาย
สำหรับคำว่า “มาเฟีย” หรือ “ผู้มีอิทธิพลต่างชาติ” นั้น จากข้อมูลและคำพิพากษาที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้ ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้คือบุคคลดังกล่าวถูกศาลพิพากษาความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ และถูกกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งเนรเทศ จึงควรหลีกเลี่ยงการระบุว่าเป็น “มาเฟีย” เสมือนเป็นข้อเท็จจริง เว้นแต่จะมีหลักฐานหรือผลการดำเนินคดีอื่นรองรับโดยชัดแจ้ง
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
แจ้งข่าว ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส
โทร. 062-228-7614, 062-228-7641
LINE : song67000
www.ptanewnetwork.com
#พีทีเอนิวส์ #PTANewsNetwork #ข่าวจริงเที่ยงตรงเพื่อประชาชน #ข่าวด่วน #เกาะสมุย #สุราษฎร์ธานี #อนุทินชาญวีรกูล #กระทรวงมหาดไทย #เนรเทศ #ชาวอิสราเอล #กฎหมาย #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวออนไลน์ #เกาะข่าวเด่น
พีทีเอ นิวส์ เจาะข่าว“ฝ้าย เรือทอง” จากดีลเลอร์ที่ไว้ใจ สู่มหากาพย์เงิน–บ้านเกือบ 10 ล้าน ก่อนชีวิตดับจากเส้นเลือดในสมองแตก2 กัน
พีทีเอ นิวส์ เจาะข่าว
“ฝ้าย เรือทอง” จากดีลเลอร์ที่ไว้ใจ สู่มหากาพย์เงิน–บ้านเกือบ 10 ล้าน ก่อนชีวิตดับจากเส้นเลือดในสมองแตก
2 กันยายน 2569
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
เรื่องราวของ “ฝ้าย เรือทอง” หรือ ฐิตารีย์ ศรีสุนทร กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สะเทือนใจที่สังคมกำลังจับตามอง เพราะเบื้องหลังการเสียชีวิตของหญิงสาวรายนี้ มีข้อพิพาททางธุรกิจ เงินจำนวนหลายล้านบาท บ้านที่ครอบครัวสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง และการต่อสู้เรียกร้องความรับผิดชอบที่ดำเนินมายาวนานก่อนเธอจากไป
แต่หากจะเข้าใจเรื่องทั้งหมด ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่ทุกฝ่ายยังไม่ได้เป็นคู่กรณีกัน
เรื่องเริ่มจาก “ฝ้าย” สนใจก๋วยเตี๋ยวเรือกึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ เลอรส และนำมาทดลองขาย เมื่อยอดขายไปได้ดี เธอจึงขยับจากผู้ซื้อธรรมดาเป็นตัวแทนจำหน่าย และต่อมากลายเป็นดีลเลอร์รายใหญ่
ช่วงแรกการค้าขายเป็นไปตามปกติ ฝ้ายจ่ายเงิน สินค้าถูกส่งมา และเธอนำสินค้าไปจำหน่ายต่อให้เครือข่ายลูกค้า
จากความสัมพันธ์ทางการค้า ความใกล้ชิดระหว่างฝ้ายกับฝ่ายบริหารของแบรนด์ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น กระทั่งจาก “คู่ค้า” กลายเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจในระดับส่วนตัว มีการพูดคุยทั้งเรื่องธุรกิจและเรื่องครอบครัว
บุคคลสำคัญอีกฝ่ายคือ เอย พรภิชญา โพธิ์ทอง ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจแบรนด์ดังกล่าว ส่วน น้ำแข็ง ชญาน์ทัต อยู่เป็นแก้ว หรือ น้ำแข็ง AF7 เป็นสามีของเอย และต่อมาเข้ามามีบทบาทช่วยดูแลและแก้ไขปัญหาธุรกิจในช่วงที่สถานการณ์เริ่มหนักขึ้น
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นประมาณปลายปี 2567
จากข้อมูลที่ฝ้ายเคยเปิดเผย ปัญหาการส่งสินค้าเริ่มเกิดขึ้น จากที่เคยจ่ายเงินแล้วได้รับสินค้าตามรอบ กลายเป็นมีสินค้าส่งไม่ครบและล่าช้า
แต่ฝ้ายไม่ได้มีเพียงตัวเอง เธอมีลูกค้าปลายทางที่สั่งสินค้าไว้แล้วจำนวนมาก หากต้นทางไม่มีสินค้าส่ง ฝ้ายเองก็ต้องรับแรงกดดันจากลูกค้าของเธอด้วย
ต่อมามีการสั่งสินค้าล็อตใหญ่ประมาณ 780,000 ซอง โดยมีเหตุผลเกี่ยวกับการเตรียมสต็อกสินค้าไว้ล่วงหน้า
ฝ้ายระบุว่าเธอชำระเงินไปแล้ว แต่ได้รับสินค้าไม่ครบ โดยมูลค่าสินค้าที่เธอเรียกร้องว่าค้างอยู่คิดเป็นประมาณ 5.25 ล้านบาท
จากนั้นปัญหายิ่งหนักขึ้น
ฝ้ายเล่าว่าเธอต้องพยายามหาเงินอีกประมาณ 2 ล้านบาท เพื่อประคองธุรกิจและรักษาลูกค้าของตัวเอง
เงินก้อนนั้นไม่ได้มาจากเงินสดที่มีอยู่พร้อมทั้งหมด
เธอต้องใช้บัตรเครดิตของตัวเอง
ใช้บัตรเครดิตของสามี
ยืมเงินน้องชาย
ยืมเพื่อน
รวมถึงยืมเงินจากพ่อแม่
เพราะยังเชื่อว่าหากธุรกิจต้นทางสามารถเดินต่อได้ สินค้าจะกลับมาผลิตและส่งให้ลูกค้าของเธอได้
แต่สิ่งที่กลายเป็นจุดใหญ่ที่สุดของเรื่อง ไม่ใช่เพียงสินค้า
มันคือบ้าน
บ้านของครอบครัวฝ้ายซึ่งสร้างและผ่อนมาจากรายได้ของครอบครัว ถูกนำเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกรรม ขายฝาก
ตามคำบอกเล่าของครอบครัวฝ้าย มีการนำบ้านไปขายฝากเพื่อนำเงินออกมาประมาณ 4.49–5 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินหมุนในธุรกิจ โดยมีความเข้าใจว่าจะมีการจัดหาเงินกลับมาไถ่ถอนภายหลัง
แต่สุดท้ายเงินสำหรับไถ่ถอนบ้านไม่ได้กลับมาตามที่ครอบครัวฝ้ายคาดหวัง
บ้านจึงหลุดจากมือครอบครัว
เมื่อนำมูลค่าความเสียหายเกี่ยวกับสินค้าประมาณ 5.25 ล้านบาท รวมกับเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับบ้านประมาณ 4.5–5 ล้านบาท
จึงเกิดตัวเลขที่ถูกพูดถึงว่า
“ความเสียหายของฝ้ายเกือบ 10 ล้านบาท”
และฝ้ายไม่ได้ออกมาเรียกร้องเพียงคนเดียว
ต่อมายังมีคู่ค้า ผู้ผลิต และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรายอื่นออกมาแสดงตัวว่าได้รับผลกระทบ จนมีการกล่าวถึงมูลค่าความเสียหายรวมของกลุ่มผู้ร้องเรียนหลายสิบล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังต้องแยกออกจากคำพิพากษาของศาล เพราะแต่ละรายการต้องตรวจสอบเอกสาร สัญญา การโอนเงิน และความสัมพันธ์ทางกฎหมายเป็นรายกรณี
เมื่อเรื่องถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ฝ่ายของ น้ำแข็ง AF7 ได้ออกมาชี้แจงเช่นกัน
น้ำแข็งยอมรับในสาระสำคัญว่า ธุรกิจมีปัญหา มีความผิดพลาดในการบริหารและมีภาระเจ้าหนี้ โดยเสนอแนวทางที่จะเดินหน้าทำธุรกิจและทยอยชำระหนี้ภายในระยะเวลาหลายปี
นี่จึงเป็นประเด็นสำคัญ
เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ข้อกล่าวหาจากฝ้ายฝ่ายเดียวว่าธุรกิจมีปัญหา แต่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการเดิมก็ยอมรับต่อสาธารณะว่าธุรกิจประสบปัญหาจริง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นว่า เป็นเพียงความล้มเหลวในการประกอบธุรกิจ หรือมีพฤติการณ์ถึงขั้นเป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงหรือไม่ เป็นคนละเรื่องกัน
เรื่องดังกล่าวต้องพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม
หลังชีวิตธุรกิจพังลง ฝ้ายเคยเล่าถึงช่วงที่ตัวเองแทบไม่เหลืออะไร
เธอเคยอยู่ในภาวะจิตใจย่ำแย่อย่างมาก แต่เมื่อมองเห็นลูกทั้ง 3 คน เธอตัดสินใจกลับมาสู้ใหม่
เมื่อต้นทางเดิมไปต่อไม่ได้ เธอจึงสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา
ชื่อว่า
“เรือทอง”
ฝ้ายเริ่มต้นหาเงินใหม่ ขายสินค้าใหม่ หาเงินดูแลลูกและทยอยแก้ปัญหาหนี้สิน
สามีของเธอเปิดเผยภายหลังว่า มีช่วงหนึ่งฝ้ายเหลือเงินในบัญชีเพียงประมาณ 215 บาท
แต่เธอยังทำงานต่อ
ยังขายของ
ยังดูแลครอบครัว
และยังติดตามเรื่องเงินและบ้านที่เธอเชื่อว่าตัวเองควรได้รับความเป็นธรรม
กระทั่งวันที่ 22 สิงหาคม 2569
ครอบครัวระบุว่า ฝ้ายได้รับการติดต่อเกี่ยวกับความคืบหน้าของเรื่องที่เธอติดตามอยู่
คืนนั้นเธอยังพูดคุยและติดตามประเด็นดังกล่าว ก่อนจะเข้านอน
ช่วงกลางดึก ฝ้ายมีอาการผิดปกติอย่างรุนแรง เดินไปขอความช่วยเหลือจากแม่ ก่อนทรุดหมดสติ
ครอบครัวรีบนำส่งโรงพยาบาล
แพทย์ตรวจพบว่าเกิด
“เส้นเลือดในสมองแตก”
มีเลือดออกในสมองจำนวนมากและกระทบต่อก้านสมอง
ฝ้ายรักษาตัวอยู่หลายวัน
ก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่
27 สิงหาคม 2569
การจากไปของฝ้ายทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ความเครียดจากปัญหาธุรกิจและคดีความเป็นเหตุให้เธอเสียชีวิตหรือไม่
ประเด็นนี้ต้องแยกอย่างระมัดระวัง
ความเครียดสามารถสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความดันโลหิต และความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของภาวะเลือดออกในสมอง
แต่จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ยังไม่สามารถกล่าวได้ว่าบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้ทำให้ฝ้ายเสียชีวิตโดยตรง
สาเหตุทางการแพทย์ที่ปรากฏคือภาวะเลือดออกในสมองจากเส้นเลือดในสมองแตก
ส่วนความรับผิดทางกฎหมายต่อการเสียชีวิต หากจะมี ต้องใช้หลักฐานทางการแพทย์และกระบวนการพิสูจน์อีกระดับหนึ่ง ไม่สามารถตัดสินจากกระแสสังคมได้
แล้วใครเป็นคนเริ่มเรื่องทั้งหมด?
หากดูตามลำดับเหตุการณ์
ฝ้ายไม่ได้เริ่มต้นในฐานะคู่กรณี
เธอเริ่มต้นในฐานะ ลูกค้า
ต่อมาเป็น ตัวแทนจำหน่าย
จากนั้นกลายเป็น ดีลเลอร์รายใหญ่
เมื่อมีความไว้ใจเกิดขึ้น ธุรกรรมและเงินที่เกี่ยวข้องก็มีจำนวนสูงขึ้น
จุดที่ข้อพิพาทเริ่มขึ้นคือเมื่อ ธุรกิจต้นทางประสบปัญหา การส่งสินค้าและภาระทางการเงินไม่สามารถดำเนินไปตามที่ฝ้ายเข้าใจหรือตกลงไว้
จากนั้นจึงลามไปถึงเงินหลายล้านบาท
และสุดท้ายถึงบ้านของครอบครัว
ฝ้ายจึงออกมาเรียกร้อง ไม่ใช่เพราะเธอเริ่มต้นจากการเป็นศัตรูกับใคร แต่เพราะเธอเชื่อว่าตัวเองเป็นฝ่ายได้รับความเสียหาย
แล้วใครผิด?
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ ขอแยกให้ชัดเจน
ในทางธุรกิจ มีข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะว่ากิจการเดิมประสบปัญหา และฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการก็ยอมรับว่ามีความผิดพลาดและภาระเจ้าหนี้
ในทางแพ่ง ใครเป็นหนี้ใคร จำนวนเท่าใด เรื่องบ้านใครต้องรับผิด ต้องพิสูจน์จากเอกสารและข้อตกลง
ในทางอาญา จะถึงขั้นฉ้อโกงหรือความผิดฐานอื่นหรือไม่ ต้องพิสูจน์เจตนาและองค์ประกอบความผิด และต้องให้ตำรวจ อัยการ และศาลเป็นผู้วินิจฉัย
วันนี้ “ฝ้าย เรือทอง” ไม่มีโอกาสยืนเรียกร้องด้วยตัวเองอีกแล้ว
แต่สิ่งที่ยังไม่จบ คือ
เงินที่เป็นข้อพิพาท
บ้านที่สูญเสีย
ข้อเท็จจริงของแต่ละฝ่าย
และกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องตอบให้ได้ว่า ใครมีหน้าที่รับผิดชอบอะไร
เรื่องนี้จึงเป็นมากกว่าคดีธุรกิจ
เพราะมันสะท้อนว่า
ความเชื่อใจในโลกธุรกิจ เมื่อเกี่ยวข้องกับเงิน เครดิต และทรัพย์สินของครอบครัว หากไม่มีหลักประกันและเอกสารที่รัดกุม ความเสียหายอาจไม่ได้จบเพียงตัวเลขในบัญชี แต่อาจกระทบชีวิตของคนทั้งครอบครัว
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ จะติดตามความคืบหน้าของข้อพิพาทและกระบวนการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยยึดข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายชี้แจงอย่างเป็นธรรม
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
#ฝ้ายเรือทอง #เรือทอง #เลอรส #น้ำแข็งAF7 #ข่าวฝ้ายเรือทอง #โหนกระแส #ข่าวสังคม #ข่าวธุรกิจ #คดีธุรกิจ #เส้นเลือดในสมองแตก #พีทีเอนิวส์ #PTANewsNetwork #ข่าวออนไลน์ #เกาะข่าวเด่น #ข่าวจริงเที่ยงตรงเพื่อประชาชน
สันดานหอกข้างแคร่ !!! ลายออกกลางเวทีโลก? “ฮุน มาเนต” ยกปมชายแดนไทย–กัมพูชาสู่เวทีนานาชาติ ขณะที่ไทยยืนยันยึดข้อตกลงหยุดยิง
สันดานหอกข้างแคร่ !!! ลายออกกลางเวทีโลก? “ฮุน มาเนต” ยกปมชายแดนไทย–กัมพูชาสู่เวทีนานาชาติ ขณะที่ไทยยืนยันยึดข้อตกลงหยุดยิง—ศึกข้อมูลข่าวสารร้อนควบคู่แนวชายแดน
พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
31 สิงหาคม 2569
สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังคงเป็นประเด็นอ่อนไหว แม้ทั้งสองประเทศมีกรอบข้อตกลงเพื่อควบคุมสถานการณ์และลดความตึงเครียด แต่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ความขัดแย้งได้ขยายจากพื้นที่ชายแดนเข้าสู่ “สนามการทูตและข้อมูลข่าวสาร” อย่างชัดเจน
ระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นเจ้าภาพการประชุม 2nd Inter-Parliamentary Speakers’ Conference (ISC-2) ภายใต้หัวข้อว่าด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อสันติภาพ การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี
ในการประชุมดังกล่าว ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยนำเสนอจุดยืนของฝ่ายกัมพูชาว่า สถานการณ์ยังมีความเปราะบาง และกล่าวหาว่ามาตรการลดความตึงเครียดยังไม่ได้รับการดำเนินการอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชายังคงกล่าวถึงประเด็นที่ตนมองว่าเป็นการรุกล้ำดินแดนจากฝ่ายไทย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้เป็น ข้อกล่าวหาและจุดยืนของฝ่ายกัมพูชา มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการวินิจฉัยโดยองค์กรระหว่างประเทศหรือกลไกตัดสินข้อพิพาทแล้ว
ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงการต่างประเทศไทยออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและ Joint Statement ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC อย่างเคร่งครัด พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชา
ฝ่ายไทยระบุด้วยว่า การลงพื้นที่บริเวณช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม เป็นการปฏิบัติภายในฝั่งไทย เพื่อประเมินสถานการณ์และให้กำลังใจกำลังพล โดยไม่มีเจตนาเปลี่ยนแปลงสถานะกำลังหรือรุกล้ำไปยังฝ่ายตรงข้าม
สาระสำคัญของกรอบ Joint Statement คือ ทั้งสองฝ่ายต้องรักษาที่ตั้งกำลังในปัจจุบัน ไม่เคลื่อนกำลังหรือออกลาดตระเวนเข้าไปยังตำแหน่งของอีกฝ่าย และต้องใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาเขตแดน
ดังนั้น คำถามสำคัญในเวลานี้จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่า “ใครกล่าวหาใคร” แต่ต้องตรวจสอบว่า “ฝ่ายใดปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในข้อใด มีหลักฐานอะไร และผ่านกลไกตรวจสอบใดแล้วหรือยัง”
นี่คือจุดที่ประชาคมระหว่างประเทศจะให้ความสำคัญมากกว่าสงครามถ้อยคำ
“ยุทธการศตวรรษ” สัญลักษณ์ที่มีความหมายต่อกองทัพไทย
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ชายแดนคือคำว่า “ยุทธการศตวรรษ”
คำดังกล่าวมิใช่เพียงถ้อยคำที่สร้างขึ้นใหม่ในกระแสข่าว แต่กองทัพบกเคยประกาศใช้ชื่อ “ยุทธการศตวรรษ” เพื่อสดุดี จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต กำลังพลที่เสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในเดือนธันวาคม 2568
ดังนั้น เมื่อสัญลักษณ์หรือชื่อดังกล่าวปรากฏขึ้นอีกครั้ง ย่อมมีความหมายทางจิตวิทยาและสัญลักษณ์ต่อกำลังพลและสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม การตีความว่านี่เป็น “สารทางการทหารที่รัฐบาลส่งถึงกัมพูชาโดยตรง” ควรแยกออกจากข้อเท็จจริง จนกว่าจะมีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการยืนยันเจตนาดังกล่าว
จากสนามชายแดน สู่ “สงครามข้อมูลข่าวสาร”
ภาพรวมของเหตุการณ์สะท้อนว่า การเผชิญหน้าระหว่างไทยและกัมพูชาไม่ได้มีเฉพาะกำลังทหารอีกต่อไป แต่มีอย่างน้อยสามสนามเกิดขึ้นพร้อมกัน
สนามแรก — พื้นที่ชายแดน
แต่ละฝ่ายตรึงกำลังและเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ภายใต้ข้อจำกัดของข้อตกลงหยุดยิง
สนามที่สอง — การทูตระหว่างประเทศ
กัมพูชาพยายามนำเสนอจุดยืนของตนต่อผู้แทนและผู้นำรัฐสภาจากหลายประเทศ ขณะที่ประเทศไทยยืนยันว่าความขัดแย้งควรได้รับการแก้ไขผ่านกลไกทวิภาคีและบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
สนามที่สาม — ข้อมูลข่าวสารและความรู้สึกของประชาชน
สื่อและโซเชียลมีเดียของทั้งสองประเทศกลายเป็นพื้นที่ตอบโต้กันอย่างเข้มข้น และอาจส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนมากกว่าสถานการณ์ทางทหารเสียอีก
ป้ายโรงพยาบาลสุรินทร์ กลายเป็นอีกสมรภูมิสัญลักษณ์
ปลายเดือนสิงหาคมเกิดกระแสอีกระลอก หลัง โรงพยาบาลสุรินทร์ปรับปรุงป้ายบริเวณโรงพยาบาล โดยป้ายใหม่เหลือภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และไม่มีภาษากัมพูชาเหมือนป้ายเดิม
เรื่องซึ่งในทางกายภาพเป็นเพียงการเปลี่ยนป้าย กลับกลายเป็นประเด็นระหว่างประชาชนสองประเทศ
สื่อกัมพูชาและผู้ใช้โซเชียลบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าว ขณะที่มีรายงานถึงกระแสเรียกร้องในกัมพูชาให้ลดหรือเลิกเดินทางมารับบริการรักษาพยาบาลในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า “กระแสบอยคอตบนสื่อสังคมออนไลน์” ไม่เท่ากับนโยบายอย่างเป็นทางการของรัฐบาลกัมพูชา และยังไม่ควรสรุปว่าผู้ป่วยกัมพูชาทั้งหมดจะหยุดเดินทางเข้ามารักษาในประเทศไทย
เหตุการณ์นี้กลับสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นคือ เมื่อความขัดแย้งระหว่างรัฐซึมลงสู่ระดับประชาชน เรื่องเล็กในชีวิตประจำวันสามารถถูกตีความเป็น “สัญลักษณ์ทางการเมือง” ได้ทันที
ใครละเมิดข้อตกลงหยุดยิง? ต้องตอบด้วยหลักฐาน ไม่ใช่อารมณ์
นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของสถานการณ์
ทั้งไทยและกัมพูชาต่างกล่าวว่าตนต้องการสันติภาพ ต่างยืนยันว่าตนเคารพอธิปไตย และต่างกล่าวหาอีกฝ่ายในหลายเหตุการณ์
สิ่งที่สื่อมวลชนและประชาชนต้องระมัดระวังคือ อย่านำข้อกล่าวหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาเขียนเป็นข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
หากกัมพูชากล่าวว่าไทยรุกล้ำ ต้องถามต่อว่า จุดใด พิกัดใด เกิดขึ้นเมื่อใด มีหลักฐานและกลไกตรวจสอบร่วมอย่างไร
ในทางกลับกัน หากฝ่ายไทยกล่าวว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลง ก็ต้องตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน
เพราะเส้นเขตแดนระหว่างประเทศไม่สามารถตัดสินกันด้วยยอดไลก์ คลิปไวรัล หรือคำกล่าวบนเวทีการเมือง แต่ต้องอาศัยแผนที่ สนธิสัญญา หลักฐานทางกฎหมาย การสำรวจเขตแดน และกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ
บทวิเคราะห์พีทีเอ นิวส์
เกมชายแดนไทย–กัมพูชาในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการวัดว่าใครมีกำลังทหารมากกว่า แต่เป็นการแข่งขันกันสร้าง “ความน่าเชื่อถือ” ต่อประชาคมโลก
ฝ่ายใดกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานมากเกินไป ย่อมเสี่ยงสูญเสียความน่าเชื่อถือของตนเอง
ฝ่ายใดสามารถแสดงหลักฐาน ตรวจสอบได้ ปฏิบัติตามข้อตกลง และรักษาความสงบได้มากกว่า ย่อมมีน้ำหนักในเวทีระหว่างประเทศมากกว่าเช่นกัน
สันติภาพจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ และการปกป้องอธิปไตยก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงสงคราม
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ประเทศไทยต้องรักษาอธิปไตยบนพื้นฐานกฎหมาย หลักฐาน และข้อตกลงระหว่างประเทศ พร้อมเปิดพื้นที่ให้กลไกทางการทูตทำงาน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว โลกไม่ได้ตัดสินข้อพิพาทจากว่า “ใครพูดดังกว่า”
แต่ตัดสินจากว่า “ใครมีข้อเท็จจริงและหลักฐานรองรับมากกว่า”
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
#ไทยกัมพูชา #ชายแดนไทยกัมพูชา #ฮุนมาเนต #กัมพูชา #ข่าวชายแดน #สถานการณ์ชายแดน #หยุดยิงไทยกัมพูชา #อธิปไตยไทย #กองทัพไทย #ยุทธการศตวรรษ #โรงพยาบาลสุรินทร์ #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #PTANews #พีทีเอนิวส์
พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์“เสก โลโซ” ประกาศจุดยืนเรื่องลิขสิทธิ์ ยกเพลง “แอ๊ด คาราบาว–เสก โลโซ” เป็นสมบัติของชาติ
พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
“เสก โลโซ” ประกาศจุดยืนเรื่องลิขสิทธิ์ ยกเพลง “แอ๊ด คาราบาว–เสก โลโซ” เป็นสมบัติของชาติ ชี้ประชาชนควรร้องได้
กรุงเทพมหานคร | 31 สิงหาคม 2569
กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในวงการเพลงไทยอีกครั้ง เมื่อ “เสก โลโซ” หรือ เสกสรรค์ ศุขพิมาย ร็อกเกอร์ชื่อดัง ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นลิขสิทธิ์เพลง พร้อมแสดงจุดยืนถึงผลงานเพลงของตนเองและกล่าวถึงบทเพลงของ “แอ๊ด คาราบาว” หรือ ยืนยง โอภากุล ศิลปินเพลงเพื่อชีวิตระดับตำนาน
จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่าเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 มีรายงานการเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊ก SEK LOSO โดยเสกนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับจุดยืนของแอ๊ด คาราบาวในเรื่องการนำบทเพลงไปเล่นหรือขับร้อง ก่อนแสดงความคิดเห็นของตนเองในทิศทางเดียวกัน
ข้อความสำคัญที่ถูกเผยแพร่ระบุว่า
“เพลงของพี่แอ๊ด คาราบาวและพี่เสก โลโซคือสมบัติของชาติ ทุกคนบนแผ่นดินนี้ต้องร้องได้ไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ครับพี่น้อง”
ถ้อยคำดังกล่าวทำให้ประเด็น “เพลงเป็นของคนฟัง” และสิทธิของนักดนตรีในการนำเพลงดังไปขับร้อง กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มนักร้อง นักดนตรีกลางคืน ร้านอาหาร และผู้สร้างสรรค์ผลงานคัฟเวอร์บนแพลตฟอร์มออนไลน์
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “เสก” ประกาศแนวคิดนี้
หากย้อนกลับไป จุดยืนดังกล่าวของเสกไม่ได้เพิ่งปรากฏขึ้นในปี 2569
เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2568 เคยมีการเผยแพร่ข้อความผ่านเพจ SEK LOSO เกี่ยวกับสถานะลิขสิทธิ์เพลงของเสก พร้อมระบุเจตนาว่า นักดนตรีสามารถนำเพลงของเขาไปร้องได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ และมีการกล่าวถึงการถือสิทธิ์ของเสกและครอบครัว
ต่อมาในเดือนมกราคม 2568 ยังมีการเผยแพร่ข้อความเพิ่มเติมว่า เสกต้องการให้ประชาชนนำเพลงของเขาไปร้อง เพื่อให้บทเพลงของ “โลโซ” ยังคงถูกถ่ายทอดต่อไป และมีการกล่าวถึงการจัดการสิทธิ์ในอนาคตให้แก่ลูกทั้ง 3 คน
จึงมองได้ว่าการเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เป็นการ ตอกย้ำจุดยืนเดิมของเสก โลโซ มากกว่าจะเป็นแนวคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก
แต่ต้องแยก “ร้องเพลงได้” ออกจาก “ใช้เพลงได้ทุกอย่าง”
พีทีเอ นิวส์ ตรวจสอบในมิติทางกฎหมายแล้วเห็นว่า ประเด็นนี้มีรายละเอียดที่ประชาชนควรทำความเข้าใจ
การที่เจ้าของสิทธิ์หรือศิลปินประกาศว่าอนุญาตให้นำเพลงไป “ร้อง” หรือ “เล่น” โดยไม่เรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ ไม่ควรตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการสละลิขสิทธิ์ทั้งหมดของเพลง หรืออนุญาตการใช้ประโยชน์ทุกประเภทโดยไม่มีเงื่อนไข
เพราะเพลงหนึ่งเพลงอาจประกอบด้วยสิทธิหลายส่วน ทั้งสิทธิในคำร้อง ทำนอง การเรียบเรียง สิ่งบันทึกเสียง ตลอดจนสิทธิของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นตามสัญญาที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะกรณีการนำเพลงไป บันทึกเสียงใหม่ ผลิตเพื่อจำหน่าย ใช้ประกอบโฆษณา ภาพยนตร์ รายการ หรือสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล อาจมีประเด็นสิทธิแตกต่างจากการนำเพลงไปร้องสด
ดังนั้น ผู้ที่จะนำผลงานไปใช้ในเชิงพาณิชย์ควรตรวจสอบประเภทสิทธิและเจ้าของสิทธิ์ของเพลงนั้นโดยตรงอีกครั้ง ไม่ควรอาศัยเพียงข้อความบนโซเชียลแล้วสรุปว่าเพลงทุกเพลงสามารถนำไปใช้ได้ทุกกรณีโดยไม่มีข้อจำกัด
จาก “บทเพลง” สู่แนวคิดสมบัติทางวัฒนธรรม
สิ่งที่น่าสนใจในการประกาศครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงประเด็นค่าลิขสิทธิ์ แต่เป็นมุมมองของศิลปินที่มีต่อชีวิตของบทเพลง
ทั้งเพลงของคาราบาวและโลโซต่างเดินทางผ่านหลายยุคสมัย ถูกนำไปร้องตั้งแต่เวทีใหญ่ ร้านอาหาร งานชุมชน ไปจนถึงคนธรรมดาที่หยิบกีตาร์ขึ้นมาร้องกันในครอบครัว
สำหรับเสก การใช้คำว่า “สมบัติของชาติ” จึงสะท้อนแนวคิดที่ต้องการให้เพลงยังคงอยู่กับผู้คนและสามารถถูกส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกคนรุ่นหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมาย คำว่า “สมบัติของชาติ” ในข้อความดังกล่าวควรเข้าใจว่าเป็น ถ้อยคำแสดงเจตนาและมุมมองของศิลปิน มิได้ทำให้สถานะลิขสิทธิ์ของผลงานสิ้นสุดลงโดยตัวมันเอง
นี่จึงเป็นอีกปรากฏการณ์ที่น่าจับตาในวงการเพลงไทย เพราะเป็นจุดตัดระหว่าง สิทธิของผู้สร้างสรรค์ กับความต้องการให้บทเพลงมีชีวิตอยู่ในสังคม
และอาจนำไปสู่คำถามสำคัญต่อวงการเพลงไทยว่า—
เมื่อเจ้าของบทเพลงต้องการให้ประชาชนร้องเพลงของเขาได้อย่างเสรี ระบบจัดเก็บและบริหารลิขสิทธิ์ควรทำงานอย่างไร เพื่อให้เจตนาของผู้สร้างสรรค์ได้รับการเคารพ ขณะเดียวกันสิทธิของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายก็ยังได้รับความคุ้มครอง
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
วันที่ 31 สิงหาคม 2569
แจ้งข่าว ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส
โทร. 062-228-7614, 062-228-7641
LINE: song67000
www.ptanewnetwork.com
#เสกโลโซ #SEKLOSO #แอ๊ดคาราบาว #คาราบาว #ลิขสิทธิ์เพลง #ลิขสิทธิ์เพลงไทย #เพลงไทย #วงการเพลงไทย #นักดนตรี #เพลงคัฟเวอร์ #Coverเพลง #ข่าวบันเทิง #ข่าวบันเทิงวันนี้ #ข่าววันนี้ #ข่าวออนไลน์ #พีทีเอนิวส์ #PTANewsNetwork
สระบุรีระทึก! น้ำป่าไหลหลากชะอม–แก่งคอย อพยพนักท่องเที่ยวพ้นพื้นที่เสี่ยง ขณะมวกเหล็กน้ำซัดรถตกคลอง ช่วยรอด 3 ราย
สระบุรีระทึก! น้ำป่าไหลหลากชะอม–แก่งคอย อพยพนักท่องเที่ยวพ้นพื้นที่เสี่ยง ขณะมวกเหล็กน้ำซัดรถตกคลอง ช่วยรอด 3 ราย
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
สระบุรี | 31 สิงหาคม 2569 — เกาะติดสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากในจังหวัดสระบุรี หลังฝนตกหนักส่งผลให้มวลน้ำจากพื้นที่สูงไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว กระทบทั้งแหล่งท่องเที่ยว เส้นทางสัญจร และพื้นที่ริมลำห้วย โดยมีเหตุสำคัญเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 จุดในช่วงค่ำวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา
จุดแรก ต.ชะอม อ.แก่งคอย นักท่องเที่ยวติดพื้นที่รีสอร์ต
เหตุเกิดบริเวณ หมู่ 9 ตำบลชะอม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี หลังน้ำป่าไหลหลากเข้าสู่บริเวณที่พักและรีสอร์ต ทำให้ช่วงหนึ่งนักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้ เนื่องจากกระแสน้ำไหลแรงและเส้นทางมีความเสี่ยง
หลังได้รับแจ้งผ่านสายด่วนนิรภัย 1784 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสระบุรีได้ประสานอำเภอแก่งคอยและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าดำเนินการ โดยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือนักท่องเที่ยว
ข้อมูลล่าสุดระบุว่าสามารถอพยพนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่เสี่ยงได้แล้ว และนำไปพักในบริเวณปลอดภัย เพื่อรอให้สถานการณ์และระดับน้ำคลี่คลาย
อีกจุด มวกเหล็ก น้ำป่าซัดรถตกคลอง
ขณะเดียวกัน เมื่อเวลาประมาณ 19.50 น. วันที่ 30 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุระทึกบริเวณ หมู่ 1 บ้านหมาก ตำบลมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เมื่อรถของประชาชนถูกกระแสน้ำป่าพัดจากบริเวณฝายกั้นน้ำลงไปใน คลองมวกเหล็ก โดยมีคนติดอยู่ภายในรถ
เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานในพื้นที่เข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ก่อนสามารถ ช่วยผู้ประสบเหตุออกมาได้ทั้งหมด 3 ราย ส่วนรถที่ประสบเหตุมีการดำเนินการเพื่อนำขึ้นจากคลองต่อไป
⚠️ เตือนพื้นที่เชิงเขา–ริมลำห้วย อย่าประมาท
สถานการณ์ครั้งนี้สะท้อนความเสี่ยงของพื้นที่เชิงเขา ริมลำห้วย และพื้นที่ต่ำในจังหวัดสระบุรี โดยเฉพาะ อำเภอแก่งคอยและอำเภอมวกเหล็ก หากพื้นที่ต้นน้ำยังมีฝนตกต่อเนื่อง อาจทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้
ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการขับรถฝ่ากระแสน้ำ ไม่เข้าใกล้ฝาย ลำห้วย หรือจุดที่มีกระแสน้ำเชี่ยว และติดตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ จะติดตามสถานการณ์และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
แจ้งข่าว ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส
โทร. 062-228-7614, 062-228-7641
LINE : song67000
www.ptanewnetwork.com�
#น้ำป่าสระบุรี #น้ำป่าชะอม #น้ำป่าแก่งคอย #น้ำป่ามวกเหล็ก #น้ำท่วมสระบุรี #ชะอม #แก่งคอย #มวกเหล็ก #สระบุรี #น้ำป่าไหลหลาก #ฝนตกหนัก #เตือนภัยน้ำป่า #นักท่องเที่ยวติดรีสอร์ต #คลองมวกเหล็ก #ข่าวสระบุรี #ข่าวน้ำท่วม #สถานการณ์น้ำล่าสุด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #ข่าวออนไลน์ #พีทีเอนิวส์ #PTANewsNetwork
จับตาประเด็นการเมือง | พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์“ศุภชัย” ย้ำคดีฮั้ว สว. ต้องวัดกันที่ “พยานหลักฐาน
จับตาประเด็นการเมือง | พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
“ศุภชัย” ย้ำคดีฮั้ว สว. ต้องวัดกันที่ “พยานหลักฐาน” ชี้คณะ 26–คณะ 36 คนละบทบาท กกต.ชุดใหญ่เป็นผู้ชี้ขาด
30 สิงหาคม 2569
ความเคลื่อนไหวในคดีที่สังคมเรียกว่า “คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา” กลับมาเป็นประเด็นการเมืองที่ต้องจับตาอีกครั้ง หลัง นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ออกมาอธิบายกระบวนการพิจารณาคดี โดยย้ำว่า “คณะ 26” และ “คณะ 36” มีหน้าที่แตกต่างกัน และไม่ควรนำบทบาทของทั้งสองคณะมาปะปนกัน พร้อมระบุว่าการพิจารณาคดีต้องอยู่บนพยานหลักฐานและกระบวนการตามกฎหมาย ไม่ใช่ตัดสินจากกระแสทางการเมืองหรือกระแสสังคม
คณะ 26 – คณะ 36 ต่างกันอย่างไร?
ตามคำอธิบายของนายศุภชัย คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 มีหน้าที่สืบสวนและไต่สวนข้อเท็จจริง รวบรวมพยานบุคคล เอกสาร และหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแจ้งข้อกล่าวหา เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำหลักฐานมาหักล้าง ก่อนจัดทำสำนวนและความเห็นส่งเข้าสู่กระบวนการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยคณะ 26 ไม่ใช่องค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยขั้นสุดท้าย
ส่วน คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีหน้าที่พิจารณาและกลั่นกรองสำนวน ข้อเท็จจริง พยานหลักฐานและข้อกฎหมาย แล้วจัดทำความเห็นเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป ไม่ใช่คณะสอบสวนชุดใหม่ที่เข้ามาทำหน้าที่แทนคณะ 26
หากสรุปกระบวนการตามคำอธิบายดังกล่าว จะเป็นลำดับว่า คณะ 26 ทำสำนวน → สำนักงาน กกต. วิเคราะห์สำนวน → คณะ 36 กลั่นกรองและทำความเห็น → กกต.ชุดใหญ่พิจารณาชี้ขาดหรือมีคำสั่งตามอำนาจหน้าที่
จุดสำคัญ — สองคณะเคยมีความเห็นต่างกัน
ประเด็นนี้มีนัยสำคัญ เนื่องจากคณะ 26 เคยสรุปผลการไต่สวนและเสนอให้ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน แบ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา 138 คน และบุคคลในกลุ่มกรรมการบริหารพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกพรรคและเครือข่ายอีก 91 คน
ขณะที่เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 คณะ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คนไม่มีมูล และเสนอให้ยุติเรื่อง อย่างไรก็ตาม ความเห็นดังกล่าวยังเป็นขั้นตอนก่อนการพิจารณาของ กกต.ชุดใหญ่ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาชี้ขาด
นี่จึงเป็นหัวใจของข้อถกเถียง เพราะคณะทำสำนวนและคณะกลั่นกรองสำนวนมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
“ศุภชัย” ชูประเด็นที่มาของพยานหลักฐาน
นายศุภชัยยังตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งสำคัญไม่ควรหยุดอยู่เพียงคำถามว่า “คณะ 26 เห็นอย่างไร” หรือ “คณะ 36 เห็นอย่างไร” แต่ต้องตรวจสอบต่อไปว่า พยานหลักฐานแต่ละชิ้นมาจากไหน เข้าสู่สำนวนในขั้นตอนใด ใครเป็นผู้นำเข้าสำนวน ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ถูกกล่าวหาได้รับโอกาสตรวจสอบและโต้แย้งอย่างเป็นธรรมหรือไม่
ก่อนหน้านี้ นายศุภชัยยังตั้งคำถามถึงการนำข้อมูลที่อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษและคณะ 26 ออกเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยเรียกร้องให้ตรวจสอบที่มาของเอกสารและย้ำว่า “ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำพิพากษา”
พีทีเอจับตา — เรื่องนี้ยังมีหลายชั้นที่ต้องแยกให้ชัด
ในมุมการติดตามข่าว สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ การมีความเห็นให้ดำเนินคดี การเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล และการมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุด เป็นคนละขั้นตอนทางกฎหมาย จึงไม่ควรนำผลหรือความเห็นในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไปสรุปล่วงหน้าว่าบุคคลใด “ผิด” หรือ “ไม่ผิด”
ขณะเดียวกัน ข้อโต้แย้งของนายศุภชัยเองก็เป็น ท่าทีและข้อกฎหมายจากฝ่ายที่ออกมาแสดงความเห็น ไม่ใช่คำวินิจฉัยสุดท้ายขององค์กรผู้มีอำนาจ ดังนั้น การรายงานข่าวอย่างเป็นธรรมจำเป็นต้องติดตามทั้งพยานหลักฐาน ความเห็นที่แตกต่างกันของคณะ 26 และคณะ 36 ตลอดจนเหตุผลของ กกต.ในการพิจารณาขั้นสุดท้าย
พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ จะจับตาประเด็นสำคัญว่า เหตุใดคณะ 26 และคณะ 36 จึงประเมินสำนวนเดียวกันแตกต่างกัน พยานหลักฐานที่เป็นข้อถกเถียงมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร และท้ายที่สุด กกต.จะให้น้ำหนักกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายฝ่ายใด
เพราะในคดีที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างทางการเมืองระดับประเทศ สิ่งที่ต้องอยู่เหนือทั้งแรงสนับสนุนและแรงกดดันทางการเมือง คือ ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน กระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย และสิทธิในการต่อสู้คดีของทุกฝ่าย
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
จับตาประเด็นข่าวการเมือง
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
#ฮั้วสว #คดีฮั้วสว #เลือกสว #สมาชิกวุฒิสภา #กกต #ศุภชัยใจสมุทร #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #จับตาการเมือง #ข่าวด่วน #ข่าวออนไลน์ #พีทีเอนิวส์ #PTANewsNetwork

