รายการข่าวประจำวัน
PTA NEWS SPECIAL REPORTทลายโรงงาน “แก๊สหัวเราะ” กลางกรุง!ยึดไนตรัสออกไซด์ 72 ตัน มูลค่ากว่า 72 ล้าน
PTA NEWS SPECIAL REPORT
ทลายโรงงาน “แก๊สหัวเราะ” กลางกรุง!
ยึดไนตรัสออกไซด์ 72 ตัน มูลค่ากว่า 72 ล้าน พบชาวจีนดูแล–แรงงานเมียนมา ตำรวจเร่งสาวเส้นทางกระจายขายแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ
วันที่ 14 กันยายน 2569
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
PTA NEWS NETWORK ONLINE
“ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน”
กรุงเทพมหานคร — ตำรวจสืบสวนนครบาลสนธิกำลังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นโรงงานและโกดังแห่งหนึ่งภายในซอยเฉลิมพระเกียรติ ร.9 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร หลังการสืบสวนพบพฤติการณ์ต้องสงสัยเกี่ยวกับการลักลอบบรรจุและจำหน่ายก๊าซไนตรัสออกไซด์ หรือ Nitrous Oxide (N₂O) ที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “แก๊สหัวเราะ” โดยไม่ได้รับอนุญาต
ปฏิบัติการครั้งนี้นำไปสู่การตรวจยึดก๊าซไนตรัสออกไซด์และอุปกรณ์จำนวนมาก จนถูกระบุว่าเป็นการทลายแหล่งบรรจุ “แก๊สหัวเราะ” รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบในประเทศไทย ขณะที่ตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลไปยังแหล่งที่มาของก๊าซ เครือข่ายผู้สั่งซื้อ และเส้นทางกระจายสินค้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ
เปิดโกดัง พบพร้อมขาย 1,652 ถัง
จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบ ถังบรรจุก๊าซไนตรัสออกไซด์พร้อมจำหน่าย 1,652 ถัง รวมถึงถังเปล่ามากกว่า 4,200 ถัง และรถบรรทุกก๊าซขนาดใหญ่อีก 2 คัน
ปริมาณก๊าซที่ตรวจพบรวมประมาณ 72,000 กิโลกรัม หรือ 72 ตัน หากกระจายจำหน่ายทั้งหมดประเมินมูลค่ากว่า 72 ล้านบาท
ภายในสถานที่ยังพบแรงงานชาวเมียนมา 10 คน และชาวจีน 2 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุเบื้องต้นว่าทำหน้าที่ดูแลสถานที่ โดยตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบสถานะและบทบาทของแต่ละบุคคลอย่างละเอียด
เปิดมานานกว่า 1 ปี
ข้อมูลการสืบสวนเบื้องต้นระบุว่า โรงงานแห่งนี้ดำเนินการมานานกว่า 1 ปี
รูปแบบการดำเนินงานที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ คือรับก๊าซไนตรัสออกไซด์จากรถขนส่งขนาดใหญ่ ก่อนนำมาถ่ายและบรรจุลงในถังขนาดเล็กตามคำสั่งซื้อ
มีรายงานว่าราคาขายส่งอยู่ที่ประมาณ กิโลกรัมละ 1,000 บาท และมีการส่งผลิตภัณฑ์ออกไปยังแหล่งท่องเที่ยวหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ตำรวจยังต้องตรวจสอบว่าเครือข่ายปลายทางมีใครบ้าง และสินค้าแต่ละล็อตถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด
ปมใหญ่ — “แก๊สหัวเราะ” ไม่ใช่ของเล่น
ประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัดว่า ไนตรัสออกไซด์ไม่ได้เป็นสารที่ผิดกฎหมายในทุกกรณี
สารดังกล่าวมีการใช้ประโยชน์โดยชอบในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอาหาร แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมีการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะการบรรจุใส่ลูกโป่งเพื่อสูดดมให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้มหรือมึนเมา
อย.เคยเตือนอย่างเป็นทางการว่า การสูดไนตรัสออกไซด์ปริมาณมากอาจทำให้ก๊าซเข้าไปแทนที่ออกซิเจน เกิดอาการมึนงง คลื่นไส้ อาเจียน หมดสติ และกระทบระบบประสาท ส่วนการใช้ต่อเนื่องอาจเกี่ยวข้องกับภาวะขาดวิตามินบี 12 และความผิดปกติของเส้นประสาท ในกรณีรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
กฎหมายเอาผิดอย่างไร?
จุดนี้ต้องระวังไม่ฟันธงข้อหาของผู้เกี่ยวข้องในคดีปัจจุบันก่อนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ
แต่ในปฏิบัติการของ อย.ที่ผ่านมา การนำไนตรัสออกไซด์ที่อยู่ภายใต้การกำกับด้านอาหารไปจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือแสดงฉลากไม่ถูกต้อง อาจเกี่ยวข้องกับความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522
และหากนำไนตรัสออกไซด์ไปบรรจุเพื่อจำหน่ายสำหรับการสูดดมให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้ม อย.เคยระบุว่าสามารถเกี่ยวข้องกับความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์และลักษณะผลิตภัณฑ์ในแต่ละคดี
สำหรับคดีประเวศวันนี้ ตำรวจเปิดเผยว่า ประเด็นที่เห็นชัดในเบื้องต้นคือ การเปิดโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนการนำเข้าก๊าซว่าถูกต้องหรือไม่ยังต้องตรวจสอบย้อนหลัง และจะขยายผลไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป
PTA NEWS ตีแผ่ — 72 ตันไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว
สิ่งที่ต้องจับตาจากคดีนี้จึงไม่ใช่เพียงจำนวนถังที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดได้
หากข้อมูลว่าโรงงานดำเนินงานมานานกว่า 1 ปีและมีการกระจายสินค้าไปยังแหล่งท่องเที่ยวหลายจังหวัดได้รับการยืนยันจากการสอบสวน คำถามสำคัญคือ ก๊าซมาจากไหน ใครเป็นผู้นำเข้า ใครเป็นผู้สั่งซื้อ เงินไหลไปทางใด และมีสถานที่ลักษณะเดียวกันอยู่อีกหรือไม่
อีกประเด็นคือบทบาทของชาวจีน 2 คนและแรงงานเมียนมา 10 คนที่พบในสถานที่ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องแยกให้ชัดว่าใครเป็นนายทุน ผู้ควบคุม ผู้ดำเนินการ หรือเป็นเพียงลูกจ้าง เพราะความรับผิดทางกฎหมายของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกัน
และเมื่อเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ กลุ่มทุนจีนและนอมินี การสอบสวนจึงอาจต้องไปไกลกว่าตัวโรงงาน ทั้งโครงสร้างบริษัท ผู้ถือหุ้น ผู้เช่าสถานที่ เส้นทางการเงิน และเครือข่ายผู้รับสินค้าปลายทาง โดยยังไม่ควรกล่าวหาบุคคลหรือบริษัทใดว่าเป็นนอมินีจนกว่าจะมีพยานหลักฐานรองรับ
คำถามจากนี้จึงไม่ใช่แค่ว่า “จับได้กี่ถัง” แต่คือ 72 ตันนี้กำลังจะถูกส่งไปที่ไหน และก่อนถูกจับมีแก๊สในลักษณะเดียวกันหลุดออกสู่ตลาดไปแล้วเท่าใด
ตำรวจและ อย.ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบของกลาง เส้นทางนำเข้า การบรรจุ การจำหน่าย ผู้สั่งซื้อ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก่อนดำเนินคดีตามฐานความผิดที่พยานหลักฐานรองรับ
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ จะติดตามการขยายผลคดี โดยเฉพาะเส้นทางเงิน แหล่งนำเข้า ผู้รับซื้อปลายทาง และข้อเท็จจริงว่ามีเครือข่ายทุนหรือนอมินีเกี่ยวข้องหรือไม่
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
PTA NEWS NETWORK ONLINE
“ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน”
แจ้งข่าว ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส โทร. 062-228-7614, 062-228-7641
LINE : song67000
#พีทีเอนิวส์ #PTANews #ข่าวด่วน #ข่าวออนไลน์ #เกาะข่าวเด่น #ทลายโรงงาน #แก๊สหัวเราะ #ไนตรัสออกไซด์ #ประเวศ #อย #สืบนครบาล #อาชญากรรม #เตือนภัย
PTA NEWS SPECIAL REPORTจับตา “กฎหมายครอบครองอาวุธปืน” ครั้งใหญ่ปืนมีทะเบียนไม่ได้แปลว่าพกได้ตามใจ
PTA NEWS SPECIAL REPORT
จับตา “กฎหมายครอบครองอาวุธปืน” ครั้งใหญ่
ปืนมีทะเบียนไม่ได้แปลว่าพกได้ตามใจ — รัฐบาลเดินหน้าคุมเข้ม ขณะที่ผู้ครอบครองปืนถูกกฎหมายเรียกร้องอย่าเหมารวมกับปืนเถื่อน
14 กันยายน 2569
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
PTA NEWS NETWORK ONLINE
“ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน”
กรุงเทพฯ — ประเด็นการครอบครองอาวุธปืนของประชาชนกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังรัฐบาลเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาวุธปืนครั้งสำคัญ ท่ามกลางข้อถกเถียงระหว่างเป้าหมายด้านความปลอดภัยของประชาชน กับสิทธิของผู้ที่ซื้อและครอบครองอาวุธปืนโดยได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง
ข้อมูลล่าสุดที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนคือ กฎหมายใหม่ยังอยู่ในกระบวนการปรับปรุงและไม่ได้หมายความว่ากติกาที่ถูกเสนอทุกข้อมีผลบังคับใช้แล้ว
เมื่อวันที่ 13 กันยายน รัฐบาลออกมาชี้แจงกระแสข่าวเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายอาวุธปืน โดยยืนยันว่า ไม่มีข้อกำหนดให้ประชาชนต้องต่อใบอนุญาตทุก 1–2 เดือน ตามข้อมูลที่ถูกเผยแพร่บางส่วน และย้ำว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่และนักกีฬายิงปืนยังสามารถครอบครองหรือดำเนินการเกี่ยวกับอาวุธปืนได้ภายใต้กรอบกฎหมาย
นี่เป็นจุดสำคัญ เพราะประชาชนต้องแยกระหว่าง “กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน” กับ “ร่างกฎหมายใหม่ที่กำลังพิจารณา”
ครอบครองปืนถูกกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าเอาไปไหนก็ได้
ภายใต้ระบบปัจจุบัน การมีและใช้อาวุธปืนอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490
ผู้ประสงค์จะมีและใช้อาวุธปืนต้องผ่านกระบวนการอนุญาต นายทะเบียนต้องตรวจสอบคุณสมบัติ รวมถึงประวัติอาชญากรรมและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 13 ก่อนพิจารณาอนุญาต
ประชาชนจึงต้องแยกคำว่า “มีและใช้” “ครอบครอง” และ “พกพา” ออกจากกัน
การมีปืนที่ได้รับอนุญาตและมีทะเบียนถูกต้อง ไม่ได้ทำให้เจ้าของมีสิทธิพกปืนไปในที่สาธารณะได้โดยอัตโนมัติ
รัฐบาลเองเคยย้ำหลักการนี้อย่างชัดเจนว่า สิทธิในการครอบครองกับสิทธิในการพกพาและใช้อาวุธเป็นคนละเรื่องกัน ปืนมีทะเบียนไม่ได้หมายความว่าสามารถนำออกไปพกหรือหยิบมาใช้ได้ตามต้องการ
แล้วรัฐบาลกำลังจะเปลี่ยนอะไร?
ร่างกฎหมายที่กรมการปกครองเปิดรับฟังความคิดเห็นมีแนวคิดปรับระบบควบคุมปืนหลายด้าน ตั้งแต่การตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขออนุญาตให้ละเอียดขึ้น การตรวจสุขภาพกายและสุขภาพจิต การทดสอบความรู้เกี่ยวกับอาวุธปืน การจำกัดจำนวนอาวุธปืนที่สามารถครอบครอง ตลอดจนการจัดเก็บอัตลักษณ์ของอาวุธปืนแต่ละกระบอก
อีกแนวคิดหนึ่งที่ถูกเสนอคือการปรับระบบใบอนุญาตจากกฎหมายเดิมให้มีการตรวจสอบผู้ครอบครองเป็นระยะมากขึ้น
เหตุผลของฝ่ายรัฐคือ สภาพสังคม เทคโนโลยี และรูปแบบอาชญากรรมเปลี่ยนแปลงไปมาก ขณะที่กฎหมายหลักใช้มาตั้งแต่ปี 2490 จึงต้องการระบบที่สามารถตรวจสอบได้ว่า บุคคลซึ่งได้รับอนุญาตในอดีตยังมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการครอบครองอาวุธปืนหรือไม่
แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่า รายละเอียดในร่างกฎหมายไม่ควรถูกนำไปบอกประชาชนว่าเป็นกฎหมายที่มีผลใช้แล้ว
ฝ่ายผู้ครอบครองปืนถูกกฎหมายก็ออกมาเคลื่อนไหว
อีกด้านหนึ่ง กลุ่มผู้ครอบครองอาวุธปืนอย่างถูกกฎหมายได้ออกมาแสดงความกังวลต่อมาตรการที่เข้มงวดขึ้น
เมื่อไม่นานมานี้มีการจัดเวทีเกี่ยวกับร่างกฎหมาย โดยฝ่ายผู้ครอบครองปืนถูกกฎหมายเสนอให้รัฐรับฟังผลกระทบ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในการครอบครอง การนำอาวุธไปสนามยิงปืนหรือร้านซ่อม การฝึกซ้อม และการป้องกันตนเองภายใต้กฎหมาย
นักกีฬายิงปืนบางส่วนยังสะท้อนความกังวลว่ามาตรการบางประเภทอาจกระทบต่อการฝึกซ้อมและการแข่งขัน หากออกแบบกฎเกณฑ์โดยไม่แยกวัตถุประสงค์ของการครอบครองให้ชัดเจน
นี่จึงเป็นข้อถกเถียงที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า จะจัดการปืนผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมกับควบคุมปืนถูกกฎหมายอย่างเหมาะสม โดยไม่สร้างภาระเกินสมควรแก่ประชาชนที่ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างไร
ทำไมรัฐบาลจึงเร่งเรื่องนี้?
เบื้องหลังการผลักดันมาตรการคือเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืนหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งยกระดับการกวาดล้างอาวุธปืนทั่วประเทศ ทั้งปืน อาวุธสงคราม เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด และการซื้อขายอาวุธผิดกฎหมายผ่านสื่อสังคมออนไลน์
ผลสำรวจที่เผยแพร่ต้นเดือนกันยายนยังพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 50.9% มองปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทยว่ารุนแรงมาก และ 71.1% มองว่าปัจจัยหนึ่งมาจากการมีอาวุธปืนผิดกฎหมายจำนวนมาก
และวันนี้ 14 กันยายน ก็มีเหตุการณ์ที่สะท้อนปัญหาอีกด้านหนึ่ง เมื่อ ผบ.ตร. สั่งตรวจสอบกรณีพนักงานรักษาความปลอดภัยรายหนึ่งถูกกล่าวหาว่าทำร้ายไรเดอร์หญิงและนำอาวุธปืนออกมาข่มขู่ พร้อมให้ตรวจสอบทั้งสถานะของพนักงานและบริษัทต้นสังกัดตามกฎหมายธุรกิจรักษาความปลอดภัย
PTA NEWS วิเคราะห์ — อย่าเหมารวม “ปืนถูกกฎหมาย” กับ “ปืนเถื่อน”
หัวใจของเรื่องนี้จึงไม่ควรถูกลดเหลือเพียงคำถามว่า “ควรให้ประชาชนมีปืนหรือไม่”
ปัญหาทางกฎหมายมีอย่างน้อยสามชั้นที่ต้องแยกกัน คือ ปืนผิดกฎหมายหรือปืนเถื่อน, ปืนที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้โดยถูกต้อง และการนำปืนออกไปพกพาหรือใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ
คนที่ได้รับอนุญาตให้มีปืนไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุญาตให้พกปืนไปทุกแห่ง และในทางกลับกัน การออกมาตรการควบคุมปืนเถื่อนก็ไม่ควรทำให้สังคมเข้าใจว่าผู้ครอบครองปืนมีทะเบียนทุกคนเป็นผู้กระทำผิด
กฎหมายที่ดีต้องควบคุมอาวุธที่มีศักยภาพทำอันตรายต่อชีวิต ขณะเดียวกันต้องกำหนดสิทธิ หน้าที่ และข้อห้ามให้ชัดเจนจนประชาชนสามารถปฏิบัติตามได้จริง
สิ่งที่ต้องจับตาจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “กฎหมายจะเข้มขึ้นหรือไม่” แต่ต้องดูรายละเอียดว่า ใครยังมีสิทธิครอบครองได้ จำนวนเท่าใด ใบอนุญาตจะมีอายุอย่างไร หลักเกณฑ์สุขภาพและการตรวจประวัติจะเป็นแบบใด การนำปืนไปสนามยิงปืนหรือร้านซ่อมจะทำอย่างไร และบทเฉพาะกาลจะคุ้มครองผู้ที่มีใบอนุญาตเดิมอย่างไร
จนกว่ากฎหมายใหม่จะผ่านกระบวนการและประกาศใช้ ประชาชนจึงไม่ควรเชื่อข้อความในโซเชียลที่นำข้อเสนอใน “ร่างกฎหมาย” มาเขียนเสมือนเป็น “กฎหมายที่มีผลใช้แล้ว”
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
PTA NEWS NETWORK ONLINE
“ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน”
แจ้งข่าว ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส โทร. 062-228-7614, 062-228-7641
LINE : song67000
#พีทีเอนิวส์ #PTANews #ข่าวจริงเที่ยงตรงเพื่อประชาชน #อาวุธปืน #กฎหมายอาวุธปืน #ครอบครองอาวุธปืน #ปืนมีทะเบียน #ปืนเถื่อน #กฎหมาย #ข่าวออนไลน์ #เกาะข่าวเด่น
กกต.มีมติคดีเลือก สว. ส่งบางส่วนถึงศาลฎีกา หลังไต่สวนยาวนานกว่า 2 ปี14 กันยายน 2569
กกต.มีมติคดีเลือก สว. ส่งบางส่วนถึงศาลฎีกา หลังไต่สวนยาวนานกว่า 2 ปี
14 กันยายน 2569
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ (PTA NEWS NETWORK ONLINE)
“ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน”
กรุงเทพฯ — ความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมืองวันนี้อยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งมีการแถลงผลการพิจารณาสำนวนเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ซึ่งเป็นคดีที่สังคมติดตามมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การเลือก สว. เมื่อปี 2567
การแถลงมีขึ้นในช่วงบ่ายวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมผู้บริหารสำนักงาน กกต. แถลงผลภายหลังคณะกรรมการ กกต. พิจารณาสำนวนเสร็จสิ้น
ตามข้อมูลที่มีการรายงานล่าสุด สำนวนที่เข้าสู่การพิจารณาครอบคลุมผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 427 คน และแบ่งประเด็นการพิจารณาออกเป็น 7 ข้อกล่าวหา
ภายหลังการพิจารณา กกต.มีมติให้ดำเนินการส่งบุคคลบางส่วนไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อพิจารณาตามกระบวนการกฎหมาย โดยรายงานข่าวระบุว่าเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาที่ 3–7
สำหรับกลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกจับตามองก่อนหน้านี้ รายงานผลการพิจารณาล่าสุดระบุว่า ไม่ปรากฏ สส. ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรค อยู่ในกลุ่มที่ กกต.มีมติให้ดำเนินการต่อศาลในส่วนดังกล่าว
คดีนี้มีที่มาจากการตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 โดยสำนักงาน กกต.แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ร่วมดำเนินการ
กระบวนการตรวจสอบใช้เวลาประมาณ 2 ปี ก่อนมีความเห็นเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 ราย ซึ่งประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน บุคคลทางการเมือง บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้อง รวมถึง สว.สำรองและผู้สมัคร สว.
อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าสู่การลงมติของ กกต.ชุดใหญ่ สำนวนดังกล่าวยังผ่านกระบวนการกลั่นกรองของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ก่อนที่ความเห็นจากกระบวนการต่าง ๆ จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
สิ่งสำคัญที่ประชาชนควรเข้าใจในทางกฎหมาย
การที่ กกต.มีมติให้ส่งเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ยังไม่ใช่คำพิพากษาว่าบุคคลใดกระทำความผิด
บุคคลที่ถูกกล่าวหายังคงได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีกระบวนการพิจารณาและคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาตามกฎหมายถึงที่สุด
ดังนั้น การรายงานข่าวในขั้นตอนนี้จำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่างคำว่า “ผู้ถูกกล่าวหา” “ผู้ที่ กกต.มีมติให้ดำเนินการต่อศาล” และ “ผู้กระทำความผิด” ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายแตกต่างกัน
จากนี้ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ การจัดทำและยื่นคำร้องของ กกต.ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง รายละเอียดรายบุคคล ตลอดจนคำสั่งของศาลเมื่อได้รับคำร้อง ซึ่งอาจมีผลต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายกำหนด
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ จะติดตามความคืบหน้าของคดี รวมถึงรายละเอียดอย่างเป็นทางการจาก กกต.และกระบวนการของศาล เพื่อรายงานต่อประชาชนโดยยึดข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายเป็นสำคัญ
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
PTA NEWS NETWORK ONLINE
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
แจ้งข่าว ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส
โทร. 062-228-7614, 062-228-7641
LINE : song67000
www.ptanewnetwork.com
#พีทีเอนิวส์ #PTANews #ข่าวออนไลน์ #ข่าวด่วน #กกต #วุฒิสภา #สว #คดีเลือกสว #ศาลฎีกา #เกาะข่าวเด่น #ข่าวการเมือง
🚨 มหาดไทยเอาจริง! “อนุทิน” เซ็นเนรเทศชาวอิสราเอลพ้นไทย หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาคดีข่มขู่คำสั่งลงวันที่ 4 ก.ย. 2569
🚨 มหาดไทยเอาจริง! “อนุทิน” เซ็นเนรเทศชาวอิสราเอลพ้นไทย หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาคดีข่มขู่
คำสั่งลงวันที่ 4 ก.ย. 2569 ใช้ พ.ร.บ.เนรเทศ พ.ศ.2499 หลังศาลพิพากษาผิด ม.392 — เจ้าตัวยังมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งภายใน 7 วัน
6 กันยายน 2569 | ศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ ตรวจสอบกรณีกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งเนรเทศ นายยาคอฟ โอฮะยอน (MR. YAACOV OHAYON) สัญชาติอิสราเอล ออกนอกราชอาณาจักร หลังมีพฤติการณ์ส่งข้อความข่มขู่ผู้เสียหายจนเกิดความหวาดกลัว และต่อมาศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาว่ากระทำความผิดตามกฎหมายอาญา
กรณีนี้น่าสนใจในทางกฎหมาย เนื่องจากแม้โทษจำคุกในคดีอาญาจะได้รับการรอการลงโทษ แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐไทยจะไม่สามารถดำเนินมาตรการทางปกครองเกี่ยวกับการอยู่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าวได้
เปิดคำสั่งมหาดไทย
จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ กระทรวงมหาดไทยเผยแพร่ คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 2372/2569 ลงวันที่ 4 กันยายน 2569 ให้เนรเทศนายยาคอฟ โอฮะยอน ออกไปนอกราชอาณาจักร
เหตุแห่งคำสั่งระบุถึงพฤติการณ์การส่งข้อความข่มขู่ผู้เสียหายเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและร่างกาย จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวและความตกใจ
เรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก่อนที่ ศาลจังหวัดเกาะสมุย จะมีคำพิพากษาว่า นายยาคอฟมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ
ศาลพิพากษาในเบื้องต้นให้
จำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท
แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เหลือ
จำคุก 15 วัน ปรับ 5,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี
ทำไมคดีโทษไม่สูง แต่ถึงขั้นถูกเนรเทศ?
นี่คือประเด็นกฎหมายสำคัญของเรื่องนี้
การพิพากษาลงโทษในคดีอาญา กับการใช้อำนาจของรัฐในการเนรเทศคนต่างด้าว เป็นคนละกระบวนการกัน
กระทรวงมหาดไทยพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวขัดต่อ ความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือความผาสุกของประชาชน และเข้าเงื่อนไขที่รัฐสามารถใช้อำนาจตาม มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ.2499
คำสั่งจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.เนรเทศ พ.ศ.2499 ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569 ให้บุคคลดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักร
ดังนั้น การที่ศาลรอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ไม่ได้ทำให้คำสั่งเนรเทศสิ้นผลไปโดยอัตโนมัติ
ยังไม่ใช่ “จับขึ้นเครื่องทันที”
อีกประเด็นที่ประชาชนควรเข้าใจให้ถูกต้อง คือ เมื่อมีคำสั่งเนรเทศแล้ว กฎหมายยังเปิดช่องทางให้ผู้ถูกสั่งใช้สิทธิทางกฎหมาย
หากนายยาคอฟไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง สามารถ อุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 7 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเนรเทศ พ.ศ.2499 เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งหรือดำเนินการตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด
เพราะฉะนั้น การรายงานว่า “ถูกผลักดันออกจากประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว” จะต้องมีหลักฐานยืนยันการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรอีกชั้นหนึ่ง ไม่ควรตีความจากการมีคำสั่งเนรเทศเพียงอย่างเดียว
PTA วิเคราะห์ : คดีนี้ส่งสัญญาณอะไร?
กรณีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า คนต่างชาติที่เข้ามาพำนักหรือประกอบกิจกรรมในประเทศไทยอยู่ภายใต้กฎหมายไทยเช่นเดียวกับบุคคลอื่น
เมื่อการกระทำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและมีคำพิพากษาแล้ว หากฝ่ายปกครองเห็นว่าพฤติการณ์เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายเนรเทศ ก็สามารถพิจารณามาตรการเกี่ยวกับสิทธิในการอยู่ในราชอาณาจักรเพิ่มเติมได้
อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายต้องดำเนินไปตามขั้นตอน ให้สิทธิแก่ผู้ถูกสั่งในการอุทธรณ์ และต้องแยกให้ชัดระหว่าง “คำพิพากษาคดีอาญา” “คำสั่งเนรเทศ” และ “การนำตัวออกนอกราชอาณาจักรจริง” ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนทางกฎหมาย
สำหรับคำว่า “มาเฟีย” หรือ “ผู้มีอิทธิพลต่างชาติ” นั้น จากข้อมูลและคำพิพากษาที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้ ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้คือบุคคลดังกล่าวถูกศาลพิพากษาความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ และถูกกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งเนรเทศ จึงควรหลีกเลี่ยงการระบุว่าเป็น “มาเฟีย” เสมือนเป็นข้อเท็จจริง เว้นแต่จะมีหลักฐานหรือผลการดำเนินคดีอื่นรองรับโดยชัดแจ้ง
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
แจ้งข่าว ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส
โทร. 062-228-7614, 062-228-7641
LINE : song67000
www.ptanewnetwork.com
#พีทีเอนิวส์ #PTANewsNetwork #ข่าวจริงเที่ยงตรงเพื่อประชาชน #ข่าวด่วน #เกาะสมุย #สุราษฎร์ธานี #อนุทินชาญวีรกูล #กระทรวงมหาดไทย #เนรเทศ #ชาวอิสราเอล #กฎหมาย #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวออนไลน์ #เกาะข่าวเด่น
พีทีเอ นิวส์ เจาะข่าว“ฝ้าย เรือทอง” จากดีลเลอร์ที่ไว้ใจ สู่มหากาพย์เงิน–บ้านเกือบ 10 ล้าน ก่อนชีวิตดับจากเส้นเลือดในสมองแตก2 กัน
พีทีเอ นิวส์ เจาะข่าว
“ฝ้าย เรือทอง” จากดีลเลอร์ที่ไว้ใจ สู่มหากาพย์เงิน–บ้านเกือบ 10 ล้าน ก่อนชีวิตดับจากเส้นเลือดในสมองแตก
2 กันยายน 2569
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
เรื่องราวของ “ฝ้าย เรือทอง” หรือ ฐิตารีย์ ศรีสุนทร กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สะเทือนใจที่สังคมกำลังจับตามอง เพราะเบื้องหลังการเสียชีวิตของหญิงสาวรายนี้ มีข้อพิพาททางธุรกิจ เงินจำนวนหลายล้านบาท บ้านที่ครอบครัวสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง และการต่อสู้เรียกร้องความรับผิดชอบที่ดำเนินมายาวนานก่อนเธอจากไป
แต่หากจะเข้าใจเรื่องทั้งหมด ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่ทุกฝ่ายยังไม่ได้เป็นคู่กรณีกัน
เรื่องเริ่มจาก “ฝ้าย” สนใจก๋วยเตี๋ยวเรือกึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ เลอรส และนำมาทดลองขาย เมื่อยอดขายไปได้ดี เธอจึงขยับจากผู้ซื้อธรรมดาเป็นตัวแทนจำหน่าย และต่อมากลายเป็นดีลเลอร์รายใหญ่
ช่วงแรกการค้าขายเป็นไปตามปกติ ฝ้ายจ่ายเงิน สินค้าถูกส่งมา และเธอนำสินค้าไปจำหน่ายต่อให้เครือข่ายลูกค้า
จากความสัมพันธ์ทางการค้า ความใกล้ชิดระหว่างฝ้ายกับฝ่ายบริหารของแบรนด์ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น กระทั่งจาก “คู่ค้า” กลายเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจในระดับส่วนตัว มีการพูดคุยทั้งเรื่องธุรกิจและเรื่องครอบครัว
บุคคลสำคัญอีกฝ่ายคือ เอย พรภิชญา โพธิ์ทอง ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจแบรนด์ดังกล่าว ส่วน น้ำแข็ง ชญาน์ทัต อยู่เป็นแก้ว หรือ น้ำแข็ง AF7 เป็นสามีของเอย และต่อมาเข้ามามีบทบาทช่วยดูแลและแก้ไขปัญหาธุรกิจในช่วงที่สถานการณ์เริ่มหนักขึ้น
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นประมาณปลายปี 2567
จากข้อมูลที่ฝ้ายเคยเปิดเผย ปัญหาการส่งสินค้าเริ่มเกิดขึ้น จากที่เคยจ่ายเงินแล้วได้รับสินค้าตามรอบ กลายเป็นมีสินค้าส่งไม่ครบและล่าช้า
แต่ฝ้ายไม่ได้มีเพียงตัวเอง เธอมีลูกค้าปลายทางที่สั่งสินค้าไว้แล้วจำนวนมาก หากต้นทางไม่มีสินค้าส่ง ฝ้ายเองก็ต้องรับแรงกดดันจากลูกค้าของเธอด้วย
ต่อมามีการสั่งสินค้าล็อตใหญ่ประมาณ 780,000 ซอง โดยมีเหตุผลเกี่ยวกับการเตรียมสต็อกสินค้าไว้ล่วงหน้า
ฝ้ายระบุว่าเธอชำระเงินไปแล้ว แต่ได้รับสินค้าไม่ครบ โดยมูลค่าสินค้าที่เธอเรียกร้องว่าค้างอยู่คิดเป็นประมาณ 5.25 ล้านบาท
จากนั้นปัญหายิ่งหนักขึ้น
ฝ้ายเล่าว่าเธอต้องพยายามหาเงินอีกประมาณ 2 ล้านบาท เพื่อประคองธุรกิจและรักษาลูกค้าของตัวเอง
เงินก้อนนั้นไม่ได้มาจากเงินสดที่มีอยู่พร้อมทั้งหมด
เธอต้องใช้บัตรเครดิตของตัวเอง
ใช้บัตรเครดิตของสามี
ยืมเงินน้องชาย
ยืมเพื่อน
รวมถึงยืมเงินจากพ่อแม่
เพราะยังเชื่อว่าหากธุรกิจต้นทางสามารถเดินต่อได้ สินค้าจะกลับมาผลิตและส่งให้ลูกค้าของเธอได้
แต่สิ่งที่กลายเป็นจุดใหญ่ที่สุดของเรื่อง ไม่ใช่เพียงสินค้า
มันคือบ้าน
บ้านของครอบครัวฝ้ายซึ่งสร้างและผ่อนมาจากรายได้ของครอบครัว ถูกนำเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกรรม ขายฝาก
ตามคำบอกเล่าของครอบครัวฝ้าย มีการนำบ้านไปขายฝากเพื่อนำเงินออกมาประมาณ 4.49–5 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินหมุนในธุรกิจ โดยมีความเข้าใจว่าจะมีการจัดหาเงินกลับมาไถ่ถอนภายหลัง
แต่สุดท้ายเงินสำหรับไถ่ถอนบ้านไม่ได้กลับมาตามที่ครอบครัวฝ้ายคาดหวัง
บ้านจึงหลุดจากมือครอบครัว
เมื่อนำมูลค่าความเสียหายเกี่ยวกับสินค้าประมาณ 5.25 ล้านบาท รวมกับเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับบ้านประมาณ 4.5–5 ล้านบาท
จึงเกิดตัวเลขที่ถูกพูดถึงว่า
“ความเสียหายของฝ้ายเกือบ 10 ล้านบาท”
และฝ้ายไม่ได้ออกมาเรียกร้องเพียงคนเดียว
ต่อมายังมีคู่ค้า ผู้ผลิต และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรายอื่นออกมาแสดงตัวว่าได้รับผลกระทบ จนมีการกล่าวถึงมูลค่าความเสียหายรวมของกลุ่มผู้ร้องเรียนหลายสิบล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังต้องแยกออกจากคำพิพากษาของศาล เพราะแต่ละรายการต้องตรวจสอบเอกสาร สัญญา การโอนเงิน และความสัมพันธ์ทางกฎหมายเป็นรายกรณี
เมื่อเรื่องถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ฝ่ายของ น้ำแข็ง AF7 ได้ออกมาชี้แจงเช่นกัน
น้ำแข็งยอมรับในสาระสำคัญว่า ธุรกิจมีปัญหา มีความผิดพลาดในการบริหารและมีภาระเจ้าหนี้ โดยเสนอแนวทางที่จะเดินหน้าทำธุรกิจและทยอยชำระหนี้ภายในระยะเวลาหลายปี
นี่จึงเป็นประเด็นสำคัญ
เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ข้อกล่าวหาจากฝ้ายฝ่ายเดียวว่าธุรกิจมีปัญหา แต่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการเดิมก็ยอมรับต่อสาธารณะว่าธุรกิจประสบปัญหาจริง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นว่า เป็นเพียงความล้มเหลวในการประกอบธุรกิจ หรือมีพฤติการณ์ถึงขั้นเป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงหรือไม่ เป็นคนละเรื่องกัน
เรื่องดังกล่าวต้องพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม
หลังชีวิตธุรกิจพังลง ฝ้ายเคยเล่าถึงช่วงที่ตัวเองแทบไม่เหลืออะไร
เธอเคยอยู่ในภาวะจิตใจย่ำแย่อย่างมาก แต่เมื่อมองเห็นลูกทั้ง 3 คน เธอตัดสินใจกลับมาสู้ใหม่
เมื่อต้นทางเดิมไปต่อไม่ได้ เธอจึงสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา
ชื่อว่า
“เรือทอง”
ฝ้ายเริ่มต้นหาเงินใหม่ ขายสินค้าใหม่ หาเงินดูแลลูกและทยอยแก้ปัญหาหนี้สิน
สามีของเธอเปิดเผยภายหลังว่า มีช่วงหนึ่งฝ้ายเหลือเงินในบัญชีเพียงประมาณ 215 บาท
แต่เธอยังทำงานต่อ
ยังขายของ
ยังดูแลครอบครัว
และยังติดตามเรื่องเงินและบ้านที่เธอเชื่อว่าตัวเองควรได้รับความเป็นธรรม
กระทั่งวันที่ 22 สิงหาคม 2569
ครอบครัวระบุว่า ฝ้ายได้รับการติดต่อเกี่ยวกับความคืบหน้าของเรื่องที่เธอติดตามอยู่
คืนนั้นเธอยังพูดคุยและติดตามประเด็นดังกล่าว ก่อนจะเข้านอน
ช่วงกลางดึก ฝ้ายมีอาการผิดปกติอย่างรุนแรง เดินไปขอความช่วยเหลือจากแม่ ก่อนทรุดหมดสติ
ครอบครัวรีบนำส่งโรงพยาบาล
แพทย์ตรวจพบว่าเกิด
“เส้นเลือดในสมองแตก”
มีเลือดออกในสมองจำนวนมากและกระทบต่อก้านสมอง
ฝ้ายรักษาตัวอยู่หลายวัน
ก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่
27 สิงหาคม 2569
การจากไปของฝ้ายทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ความเครียดจากปัญหาธุรกิจและคดีความเป็นเหตุให้เธอเสียชีวิตหรือไม่
ประเด็นนี้ต้องแยกอย่างระมัดระวัง
ความเครียดสามารถสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความดันโลหิต และความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของภาวะเลือดออกในสมอง
แต่จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ยังไม่สามารถกล่าวได้ว่าบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้ทำให้ฝ้ายเสียชีวิตโดยตรง
สาเหตุทางการแพทย์ที่ปรากฏคือภาวะเลือดออกในสมองจากเส้นเลือดในสมองแตก
ส่วนความรับผิดทางกฎหมายต่อการเสียชีวิต หากจะมี ต้องใช้หลักฐานทางการแพทย์และกระบวนการพิสูจน์อีกระดับหนึ่ง ไม่สามารถตัดสินจากกระแสสังคมได้
แล้วใครเป็นคนเริ่มเรื่องทั้งหมด?
หากดูตามลำดับเหตุการณ์
ฝ้ายไม่ได้เริ่มต้นในฐานะคู่กรณี
เธอเริ่มต้นในฐานะ ลูกค้า
ต่อมาเป็น ตัวแทนจำหน่าย
จากนั้นกลายเป็น ดีลเลอร์รายใหญ่
เมื่อมีความไว้ใจเกิดขึ้น ธุรกรรมและเงินที่เกี่ยวข้องก็มีจำนวนสูงขึ้น
จุดที่ข้อพิพาทเริ่มขึ้นคือเมื่อ ธุรกิจต้นทางประสบปัญหา การส่งสินค้าและภาระทางการเงินไม่สามารถดำเนินไปตามที่ฝ้ายเข้าใจหรือตกลงไว้
จากนั้นจึงลามไปถึงเงินหลายล้านบาท
และสุดท้ายถึงบ้านของครอบครัว
ฝ้ายจึงออกมาเรียกร้อง ไม่ใช่เพราะเธอเริ่มต้นจากการเป็นศัตรูกับใคร แต่เพราะเธอเชื่อว่าตัวเองเป็นฝ่ายได้รับความเสียหาย
แล้วใครผิด?
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ ขอแยกให้ชัดเจน
ในทางธุรกิจ มีข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะว่ากิจการเดิมประสบปัญหา และฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการก็ยอมรับว่ามีความผิดพลาดและภาระเจ้าหนี้
ในทางแพ่ง ใครเป็นหนี้ใคร จำนวนเท่าใด เรื่องบ้านใครต้องรับผิด ต้องพิสูจน์จากเอกสารและข้อตกลง
ในทางอาญา จะถึงขั้นฉ้อโกงหรือความผิดฐานอื่นหรือไม่ ต้องพิสูจน์เจตนาและองค์ประกอบความผิด และต้องให้ตำรวจ อัยการ และศาลเป็นผู้วินิจฉัย
วันนี้ “ฝ้าย เรือทอง” ไม่มีโอกาสยืนเรียกร้องด้วยตัวเองอีกแล้ว
แต่สิ่งที่ยังไม่จบ คือ
เงินที่เป็นข้อพิพาท
บ้านที่สูญเสีย
ข้อเท็จจริงของแต่ละฝ่าย
และกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องตอบให้ได้ว่า ใครมีหน้าที่รับผิดชอบอะไร
เรื่องนี้จึงเป็นมากกว่าคดีธุรกิจ
เพราะมันสะท้อนว่า
ความเชื่อใจในโลกธุรกิจ เมื่อเกี่ยวข้องกับเงิน เครดิต และทรัพย์สินของครอบครัว หากไม่มีหลักประกันและเอกสารที่รัดกุม ความเสียหายอาจไม่ได้จบเพียงตัวเลขในบัญชี แต่อาจกระทบชีวิตของคนทั้งครอบครัว
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ จะติดตามความคืบหน้าของข้อพิพาทและกระบวนการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยยึดข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายชี้แจงอย่างเป็นธรรม
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
#ฝ้ายเรือทอง #เรือทอง #เลอรส #น้ำแข็งAF7 #ข่าวฝ้ายเรือทอง #โหนกระแส #ข่าวสังคม #ข่าวธุรกิจ #คดีธุรกิจ #เส้นเลือดในสมองแตก #พีทีเอนิวส์ #PTANewsNetwork #ข่าวออนไลน์ #เกาะข่าวเด่น #ข่าวจริงเที่ยงตรงเพื่อประชาชน
สันดานหอกข้างแคร่ !!! ลายออกกลางเวทีโลก? “ฮุน มาเนต” ยกปมชายแดนไทย–กัมพูชาสู่เวทีนานาชาติ ขณะที่ไทยยืนยันยึดข้อตกลงหยุดยิง
สันดานหอกข้างแคร่ !!! ลายออกกลางเวทีโลก? “ฮุน มาเนต” ยกปมชายแดนไทย–กัมพูชาสู่เวทีนานาชาติ ขณะที่ไทยยืนยันยึดข้อตกลงหยุดยิง—ศึกข้อมูลข่าวสารร้อนควบคู่แนวชายแดน
พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
31 สิงหาคม 2569
สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังคงเป็นประเด็นอ่อนไหว แม้ทั้งสองประเทศมีกรอบข้อตกลงเพื่อควบคุมสถานการณ์และลดความตึงเครียด แต่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ความขัดแย้งได้ขยายจากพื้นที่ชายแดนเข้าสู่ “สนามการทูตและข้อมูลข่าวสาร” อย่างชัดเจน
ระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นเจ้าภาพการประชุม 2nd Inter-Parliamentary Speakers’ Conference (ISC-2) ภายใต้หัวข้อว่าด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อสันติภาพ การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี
ในการประชุมดังกล่าว ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยนำเสนอจุดยืนของฝ่ายกัมพูชาว่า สถานการณ์ยังมีความเปราะบาง และกล่าวหาว่ามาตรการลดความตึงเครียดยังไม่ได้รับการดำเนินการอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชายังคงกล่าวถึงประเด็นที่ตนมองว่าเป็นการรุกล้ำดินแดนจากฝ่ายไทย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้เป็น ข้อกล่าวหาและจุดยืนของฝ่ายกัมพูชา มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการวินิจฉัยโดยองค์กรระหว่างประเทศหรือกลไกตัดสินข้อพิพาทแล้ว
ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงการต่างประเทศไทยออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและ Joint Statement ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC อย่างเคร่งครัด พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชา
ฝ่ายไทยระบุด้วยว่า การลงพื้นที่บริเวณช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม เป็นการปฏิบัติภายในฝั่งไทย เพื่อประเมินสถานการณ์และให้กำลังใจกำลังพล โดยไม่มีเจตนาเปลี่ยนแปลงสถานะกำลังหรือรุกล้ำไปยังฝ่ายตรงข้าม
สาระสำคัญของกรอบ Joint Statement คือ ทั้งสองฝ่ายต้องรักษาที่ตั้งกำลังในปัจจุบัน ไม่เคลื่อนกำลังหรือออกลาดตระเวนเข้าไปยังตำแหน่งของอีกฝ่าย และต้องใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาเขตแดน
ดังนั้น คำถามสำคัญในเวลานี้จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่า “ใครกล่าวหาใคร” แต่ต้องตรวจสอบว่า “ฝ่ายใดปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในข้อใด มีหลักฐานอะไร และผ่านกลไกตรวจสอบใดแล้วหรือยัง”
นี่คือจุดที่ประชาคมระหว่างประเทศจะให้ความสำคัญมากกว่าสงครามถ้อยคำ
“ยุทธการศตวรรษ” สัญลักษณ์ที่มีความหมายต่อกองทัพไทย
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ชายแดนคือคำว่า “ยุทธการศตวรรษ”
คำดังกล่าวมิใช่เพียงถ้อยคำที่สร้างขึ้นใหม่ในกระแสข่าว แต่กองทัพบกเคยประกาศใช้ชื่อ “ยุทธการศตวรรษ” เพื่อสดุดี จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต กำลังพลที่เสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในเดือนธันวาคม 2568
ดังนั้น เมื่อสัญลักษณ์หรือชื่อดังกล่าวปรากฏขึ้นอีกครั้ง ย่อมมีความหมายทางจิตวิทยาและสัญลักษณ์ต่อกำลังพลและสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม การตีความว่านี่เป็น “สารทางการทหารที่รัฐบาลส่งถึงกัมพูชาโดยตรง” ควรแยกออกจากข้อเท็จจริง จนกว่าจะมีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการยืนยันเจตนาดังกล่าว
จากสนามชายแดน สู่ “สงครามข้อมูลข่าวสาร”
ภาพรวมของเหตุการณ์สะท้อนว่า การเผชิญหน้าระหว่างไทยและกัมพูชาไม่ได้มีเฉพาะกำลังทหารอีกต่อไป แต่มีอย่างน้อยสามสนามเกิดขึ้นพร้อมกัน
สนามแรก — พื้นที่ชายแดน
แต่ละฝ่ายตรึงกำลังและเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ภายใต้ข้อจำกัดของข้อตกลงหยุดยิง
สนามที่สอง — การทูตระหว่างประเทศ
กัมพูชาพยายามนำเสนอจุดยืนของตนต่อผู้แทนและผู้นำรัฐสภาจากหลายประเทศ ขณะที่ประเทศไทยยืนยันว่าความขัดแย้งควรได้รับการแก้ไขผ่านกลไกทวิภาคีและบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
สนามที่สาม — ข้อมูลข่าวสารและความรู้สึกของประชาชน
สื่อและโซเชียลมีเดียของทั้งสองประเทศกลายเป็นพื้นที่ตอบโต้กันอย่างเข้มข้น และอาจส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนมากกว่าสถานการณ์ทางทหารเสียอีก
ป้ายโรงพยาบาลสุรินทร์ กลายเป็นอีกสมรภูมิสัญลักษณ์
ปลายเดือนสิงหาคมเกิดกระแสอีกระลอก หลัง โรงพยาบาลสุรินทร์ปรับปรุงป้ายบริเวณโรงพยาบาล โดยป้ายใหม่เหลือภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และไม่มีภาษากัมพูชาเหมือนป้ายเดิม
เรื่องซึ่งในทางกายภาพเป็นเพียงการเปลี่ยนป้าย กลับกลายเป็นประเด็นระหว่างประชาชนสองประเทศ
สื่อกัมพูชาและผู้ใช้โซเชียลบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าว ขณะที่มีรายงานถึงกระแสเรียกร้องในกัมพูชาให้ลดหรือเลิกเดินทางมารับบริการรักษาพยาบาลในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า “กระแสบอยคอตบนสื่อสังคมออนไลน์” ไม่เท่ากับนโยบายอย่างเป็นทางการของรัฐบาลกัมพูชา และยังไม่ควรสรุปว่าผู้ป่วยกัมพูชาทั้งหมดจะหยุดเดินทางเข้ามารักษาในประเทศไทย
เหตุการณ์นี้กลับสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นคือ เมื่อความขัดแย้งระหว่างรัฐซึมลงสู่ระดับประชาชน เรื่องเล็กในชีวิตประจำวันสามารถถูกตีความเป็น “สัญลักษณ์ทางการเมือง” ได้ทันที
ใครละเมิดข้อตกลงหยุดยิง? ต้องตอบด้วยหลักฐาน ไม่ใช่อารมณ์
นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของสถานการณ์
ทั้งไทยและกัมพูชาต่างกล่าวว่าตนต้องการสันติภาพ ต่างยืนยันว่าตนเคารพอธิปไตย และต่างกล่าวหาอีกฝ่ายในหลายเหตุการณ์
สิ่งที่สื่อมวลชนและประชาชนต้องระมัดระวังคือ อย่านำข้อกล่าวหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาเขียนเป็นข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
หากกัมพูชากล่าวว่าไทยรุกล้ำ ต้องถามต่อว่า จุดใด พิกัดใด เกิดขึ้นเมื่อใด มีหลักฐานและกลไกตรวจสอบร่วมอย่างไร
ในทางกลับกัน หากฝ่ายไทยกล่าวว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลง ก็ต้องตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน
เพราะเส้นเขตแดนระหว่างประเทศไม่สามารถตัดสินกันด้วยยอดไลก์ คลิปไวรัล หรือคำกล่าวบนเวทีการเมือง แต่ต้องอาศัยแผนที่ สนธิสัญญา หลักฐานทางกฎหมาย การสำรวจเขตแดน และกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ
บทวิเคราะห์พีทีเอ นิวส์
เกมชายแดนไทย–กัมพูชาในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการวัดว่าใครมีกำลังทหารมากกว่า แต่เป็นการแข่งขันกันสร้าง “ความน่าเชื่อถือ” ต่อประชาคมโลก
ฝ่ายใดกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานมากเกินไป ย่อมเสี่ยงสูญเสียความน่าเชื่อถือของตนเอง
ฝ่ายใดสามารถแสดงหลักฐาน ตรวจสอบได้ ปฏิบัติตามข้อตกลง และรักษาความสงบได้มากกว่า ย่อมมีน้ำหนักในเวทีระหว่างประเทศมากกว่าเช่นกัน
สันติภาพจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ และการปกป้องอธิปไตยก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงสงคราม
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ประเทศไทยต้องรักษาอธิปไตยบนพื้นฐานกฎหมาย หลักฐาน และข้อตกลงระหว่างประเทศ พร้อมเปิดพื้นที่ให้กลไกทางการทูตทำงาน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว โลกไม่ได้ตัดสินข้อพิพาทจากว่า “ใครพูดดังกว่า”
แต่ตัดสินจากว่า “ใครมีข้อเท็จจริงและหลักฐานรองรับมากกว่า”
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
#ไทยกัมพูชา #ชายแดนไทยกัมพูชา #ฮุนมาเนต #กัมพูชา #ข่าวชายแดน #สถานการณ์ชายแดน #หยุดยิงไทยกัมพูชา #อธิปไตยไทย #กองทัพไทย #ยุทธการศตวรรษ #โรงพยาบาลสุรินทร์ #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #PTANews #พีทีเอนิวส์
พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์“เสก โลโซ” ประกาศจุดยืนเรื่องลิขสิทธิ์ ยกเพลง “แอ๊ด คาราบาว–เสก โลโซ” เป็นสมบัติของชาติ
พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
“เสก โลโซ” ประกาศจุดยืนเรื่องลิขสิทธิ์ ยกเพลง “แอ๊ด คาราบาว–เสก โลโซ” เป็นสมบัติของชาติ ชี้ประชาชนควรร้องได้
กรุงเทพมหานคร | 31 สิงหาคม 2569
กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในวงการเพลงไทยอีกครั้ง เมื่อ “เสก โลโซ” หรือ เสกสรรค์ ศุขพิมาย ร็อกเกอร์ชื่อดัง ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นลิขสิทธิ์เพลง พร้อมแสดงจุดยืนถึงผลงานเพลงของตนเองและกล่าวถึงบทเพลงของ “แอ๊ด คาราบาว” หรือ ยืนยง โอภากุล ศิลปินเพลงเพื่อชีวิตระดับตำนาน
จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่าเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 มีรายงานการเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊ก SEK LOSO โดยเสกนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับจุดยืนของแอ๊ด คาราบาวในเรื่องการนำบทเพลงไปเล่นหรือขับร้อง ก่อนแสดงความคิดเห็นของตนเองในทิศทางเดียวกัน
ข้อความสำคัญที่ถูกเผยแพร่ระบุว่า
“เพลงของพี่แอ๊ด คาราบาวและพี่เสก โลโซคือสมบัติของชาติ ทุกคนบนแผ่นดินนี้ต้องร้องได้ไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ครับพี่น้อง”
ถ้อยคำดังกล่าวทำให้ประเด็น “เพลงเป็นของคนฟัง” และสิทธิของนักดนตรีในการนำเพลงดังไปขับร้อง กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มนักร้อง นักดนตรีกลางคืน ร้านอาหาร และผู้สร้างสรรค์ผลงานคัฟเวอร์บนแพลตฟอร์มออนไลน์
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “เสก” ประกาศแนวคิดนี้
หากย้อนกลับไป จุดยืนดังกล่าวของเสกไม่ได้เพิ่งปรากฏขึ้นในปี 2569
เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2568 เคยมีการเผยแพร่ข้อความผ่านเพจ SEK LOSO เกี่ยวกับสถานะลิขสิทธิ์เพลงของเสก พร้อมระบุเจตนาว่า นักดนตรีสามารถนำเพลงของเขาไปร้องได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ และมีการกล่าวถึงการถือสิทธิ์ของเสกและครอบครัว
ต่อมาในเดือนมกราคม 2568 ยังมีการเผยแพร่ข้อความเพิ่มเติมว่า เสกต้องการให้ประชาชนนำเพลงของเขาไปร้อง เพื่อให้บทเพลงของ “โลโซ” ยังคงถูกถ่ายทอดต่อไป และมีการกล่าวถึงการจัดการสิทธิ์ในอนาคตให้แก่ลูกทั้ง 3 คน
จึงมองได้ว่าการเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เป็นการ ตอกย้ำจุดยืนเดิมของเสก โลโซ มากกว่าจะเป็นแนวคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก
แต่ต้องแยก “ร้องเพลงได้” ออกจาก “ใช้เพลงได้ทุกอย่าง”
พีทีเอ นิวส์ ตรวจสอบในมิติทางกฎหมายแล้วเห็นว่า ประเด็นนี้มีรายละเอียดที่ประชาชนควรทำความเข้าใจ
การที่เจ้าของสิทธิ์หรือศิลปินประกาศว่าอนุญาตให้นำเพลงไป “ร้อง” หรือ “เล่น” โดยไม่เรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ ไม่ควรตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการสละลิขสิทธิ์ทั้งหมดของเพลง หรืออนุญาตการใช้ประโยชน์ทุกประเภทโดยไม่มีเงื่อนไข
เพราะเพลงหนึ่งเพลงอาจประกอบด้วยสิทธิหลายส่วน ทั้งสิทธิในคำร้อง ทำนอง การเรียบเรียง สิ่งบันทึกเสียง ตลอดจนสิทธิของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นตามสัญญาที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะกรณีการนำเพลงไป บันทึกเสียงใหม่ ผลิตเพื่อจำหน่าย ใช้ประกอบโฆษณา ภาพยนตร์ รายการ หรือสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล อาจมีประเด็นสิทธิแตกต่างจากการนำเพลงไปร้องสด
ดังนั้น ผู้ที่จะนำผลงานไปใช้ในเชิงพาณิชย์ควรตรวจสอบประเภทสิทธิและเจ้าของสิทธิ์ของเพลงนั้นโดยตรงอีกครั้ง ไม่ควรอาศัยเพียงข้อความบนโซเชียลแล้วสรุปว่าเพลงทุกเพลงสามารถนำไปใช้ได้ทุกกรณีโดยไม่มีข้อจำกัด
จาก “บทเพลง” สู่แนวคิดสมบัติทางวัฒนธรรม
สิ่งที่น่าสนใจในการประกาศครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงประเด็นค่าลิขสิทธิ์ แต่เป็นมุมมองของศิลปินที่มีต่อชีวิตของบทเพลง
ทั้งเพลงของคาราบาวและโลโซต่างเดินทางผ่านหลายยุคสมัย ถูกนำไปร้องตั้งแต่เวทีใหญ่ ร้านอาหาร งานชุมชน ไปจนถึงคนธรรมดาที่หยิบกีตาร์ขึ้นมาร้องกันในครอบครัว
สำหรับเสก การใช้คำว่า “สมบัติของชาติ” จึงสะท้อนแนวคิดที่ต้องการให้เพลงยังคงอยู่กับผู้คนและสามารถถูกส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกคนรุ่นหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมาย คำว่า “สมบัติของชาติ” ในข้อความดังกล่าวควรเข้าใจว่าเป็น ถ้อยคำแสดงเจตนาและมุมมองของศิลปิน มิได้ทำให้สถานะลิขสิทธิ์ของผลงานสิ้นสุดลงโดยตัวมันเอง
นี่จึงเป็นอีกปรากฏการณ์ที่น่าจับตาในวงการเพลงไทย เพราะเป็นจุดตัดระหว่าง สิทธิของผู้สร้างสรรค์ กับความต้องการให้บทเพลงมีชีวิตอยู่ในสังคม
และอาจนำไปสู่คำถามสำคัญต่อวงการเพลงไทยว่า—
เมื่อเจ้าของบทเพลงต้องการให้ประชาชนร้องเพลงของเขาได้อย่างเสรี ระบบจัดเก็บและบริหารลิขสิทธิ์ควรทำงานอย่างไร เพื่อให้เจตนาของผู้สร้างสรรค์ได้รับการเคารพ ขณะเดียวกันสิทธิของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายก็ยังได้รับความคุ้มครอง
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
วันที่ 31 สิงหาคม 2569
แจ้งข่าว ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส
โทร. 062-228-7614, 062-228-7641
LINE: song67000
www.ptanewnetwork.com
#เสกโลโซ #SEKLOSO #แอ๊ดคาราบาว #คาราบาว #ลิขสิทธิ์เพลง #ลิขสิทธิ์เพลงไทย #เพลงไทย #วงการเพลงไทย #นักดนตรี #เพลงคัฟเวอร์ #Coverเพลง #ข่าวบันเทิง #ข่าวบันเทิงวันนี้ #ข่าววันนี้ #ข่าวออนไลน์ #พีทีเอนิวส์ #PTANewsNetwork
สระบุรีระทึก! น้ำป่าไหลหลากชะอม–แก่งคอย อพยพนักท่องเที่ยวพ้นพื้นที่เสี่ยง ขณะมวกเหล็กน้ำซัดรถตกคลอง ช่วยรอด 3 ราย
สระบุรีระทึก! น้ำป่าไหลหลากชะอม–แก่งคอย อพยพนักท่องเที่ยวพ้นพื้นที่เสี่ยง ขณะมวกเหล็กน้ำซัดรถตกคลอง ช่วยรอด 3 ราย
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
สระบุรี | 31 สิงหาคม 2569 — เกาะติดสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากในจังหวัดสระบุรี หลังฝนตกหนักส่งผลให้มวลน้ำจากพื้นที่สูงไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว กระทบทั้งแหล่งท่องเที่ยว เส้นทางสัญจร และพื้นที่ริมลำห้วย โดยมีเหตุสำคัญเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 จุดในช่วงค่ำวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา
จุดแรก ต.ชะอม อ.แก่งคอย นักท่องเที่ยวติดพื้นที่รีสอร์ต
เหตุเกิดบริเวณ หมู่ 9 ตำบลชะอม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี หลังน้ำป่าไหลหลากเข้าสู่บริเวณที่พักและรีสอร์ต ทำให้ช่วงหนึ่งนักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้ เนื่องจากกระแสน้ำไหลแรงและเส้นทางมีความเสี่ยง
หลังได้รับแจ้งผ่านสายด่วนนิรภัย 1784 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสระบุรีได้ประสานอำเภอแก่งคอยและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าดำเนินการ โดยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือนักท่องเที่ยว
ข้อมูลล่าสุดระบุว่าสามารถอพยพนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่เสี่ยงได้แล้ว และนำไปพักในบริเวณปลอดภัย เพื่อรอให้สถานการณ์และระดับน้ำคลี่คลาย
อีกจุด มวกเหล็ก น้ำป่าซัดรถตกคลอง
ขณะเดียวกัน เมื่อเวลาประมาณ 19.50 น. วันที่ 30 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุระทึกบริเวณ หมู่ 1 บ้านหมาก ตำบลมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เมื่อรถของประชาชนถูกกระแสน้ำป่าพัดจากบริเวณฝายกั้นน้ำลงไปใน คลองมวกเหล็ก โดยมีคนติดอยู่ภายในรถ
เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานในพื้นที่เข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ก่อนสามารถ ช่วยผู้ประสบเหตุออกมาได้ทั้งหมด 3 ราย ส่วนรถที่ประสบเหตุมีการดำเนินการเพื่อนำขึ้นจากคลองต่อไป
⚠️ เตือนพื้นที่เชิงเขา–ริมลำห้วย อย่าประมาท
สถานการณ์ครั้งนี้สะท้อนความเสี่ยงของพื้นที่เชิงเขา ริมลำห้วย และพื้นที่ต่ำในจังหวัดสระบุรี โดยเฉพาะ อำเภอแก่งคอยและอำเภอมวกเหล็ก หากพื้นที่ต้นน้ำยังมีฝนตกต่อเนื่อง อาจทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้
ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการขับรถฝ่ากระแสน้ำ ไม่เข้าใกล้ฝาย ลำห้วย หรือจุดที่มีกระแสน้ำเชี่ยว และติดตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ จะติดตามสถานการณ์และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
แจ้งข่าว ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส
โทร. 062-228-7614, 062-228-7641
LINE : song67000
www.ptanewnetwork.com�
#น้ำป่าสระบุรี #น้ำป่าชะอม #น้ำป่าแก่งคอย #น้ำป่ามวกเหล็ก #น้ำท่วมสระบุรี #ชะอม #แก่งคอย #มวกเหล็ก #สระบุรี #น้ำป่าไหลหลาก #ฝนตกหนัก #เตือนภัยน้ำป่า #นักท่องเที่ยวติดรีสอร์ต #คลองมวกเหล็ก #ข่าวสระบุรี #ข่าวน้ำท่วม #สถานการณ์น้ำล่าสุด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #ข่าวออนไลน์ #พีทีเอนิวส์ #PTANewsNetwork
จับตาประเด็นการเมือง | พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์“ศุภชัย” ย้ำคดีฮั้ว สว. ต้องวัดกันที่ “พยานหลักฐาน
จับตาประเด็นการเมือง | พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
“ศุภชัย” ย้ำคดีฮั้ว สว. ต้องวัดกันที่ “พยานหลักฐาน” ชี้คณะ 26–คณะ 36 คนละบทบาท กกต.ชุดใหญ่เป็นผู้ชี้ขาด
30 สิงหาคม 2569
ความเคลื่อนไหวในคดีที่สังคมเรียกว่า “คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา” กลับมาเป็นประเด็นการเมืองที่ต้องจับตาอีกครั้ง หลัง นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ออกมาอธิบายกระบวนการพิจารณาคดี โดยย้ำว่า “คณะ 26” และ “คณะ 36” มีหน้าที่แตกต่างกัน และไม่ควรนำบทบาทของทั้งสองคณะมาปะปนกัน พร้อมระบุว่าการพิจารณาคดีต้องอยู่บนพยานหลักฐานและกระบวนการตามกฎหมาย ไม่ใช่ตัดสินจากกระแสทางการเมืองหรือกระแสสังคม
คณะ 26 – คณะ 36 ต่างกันอย่างไร?
ตามคำอธิบายของนายศุภชัย คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 มีหน้าที่สืบสวนและไต่สวนข้อเท็จจริง รวบรวมพยานบุคคล เอกสาร และหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแจ้งข้อกล่าวหา เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำหลักฐานมาหักล้าง ก่อนจัดทำสำนวนและความเห็นส่งเข้าสู่กระบวนการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยคณะ 26 ไม่ใช่องค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยขั้นสุดท้าย
ส่วน คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีหน้าที่พิจารณาและกลั่นกรองสำนวน ข้อเท็จจริง พยานหลักฐานและข้อกฎหมาย แล้วจัดทำความเห็นเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป ไม่ใช่คณะสอบสวนชุดใหม่ที่เข้ามาทำหน้าที่แทนคณะ 26
หากสรุปกระบวนการตามคำอธิบายดังกล่าว จะเป็นลำดับว่า คณะ 26 ทำสำนวน → สำนักงาน กกต. วิเคราะห์สำนวน → คณะ 36 กลั่นกรองและทำความเห็น → กกต.ชุดใหญ่พิจารณาชี้ขาดหรือมีคำสั่งตามอำนาจหน้าที่
จุดสำคัญ — สองคณะเคยมีความเห็นต่างกัน
ประเด็นนี้มีนัยสำคัญ เนื่องจากคณะ 26 เคยสรุปผลการไต่สวนและเสนอให้ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน แบ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา 138 คน และบุคคลในกลุ่มกรรมการบริหารพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกพรรคและเครือข่ายอีก 91 คน
ขณะที่เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 คณะ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คนไม่มีมูล และเสนอให้ยุติเรื่อง อย่างไรก็ตาม ความเห็นดังกล่าวยังเป็นขั้นตอนก่อนการพิจารณาของ กกต.ชุดใหญ่ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาชี้ขาด
นี่จึงเป็นหัวใจของข้อถกเถียง เพราะคณะทำสำนวนและคณะกลั่นกรองสำนวนมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
“ศุภชัย” ชูประเด็นที่มาของพยานหลักฐาน
นายศุภชัยยังตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งสำคัญไม่ควรหยุดอยู่เพียงคำถามว่า “คณะ 26 เห็นอย่างไร” หรือ “คณะ 36 เห็นอย่างไร” แต่ต้องตรวจสอบต่อไปว่า พยานหลักฐานแต่ละชิ้นมาจากไหน เข้าสู่สำนวนในขั้นตอนใด ใครเป็นผู้นำเข้าสำนวน ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ถูกกล่าวหาได้รับโอกาสตรวจสอบและโต้แย้งอย่างเป็นธรรมหรือไม่
ก่อนหน้านี้ นายศุภชัยยังตั้งคำถามถึงการนำข้อมูลที่อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษและคณะ 26 ออกเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยเรียกร้องให้ตรวจสอบที่มาของเอกสารและย้ำว่า “ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำพิพากษา”
พีทีเอจับตา — เรื่องนี้ยังมีหลายชั้นที่ต้องแยกให้ชัด
ในมุมการติดตามข่าว สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ การมีความเห็นให้ดำเนินคดี การเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล และการมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุด เป็นคนละขั้นตอนทางกฎหมาย จึงไม่ควรนำผลหรือความเห็นในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไปสรุปล่วงหน้าว่าบุคคลใด “ผิด” หรือ “ไม่ผิด”
ขณะเดียวกัน ข้อโต้แย้งของนายศุภชัยเองก็เป็น ท่าทีและข้อกฎหมายจากฝ่ายที่ออกมาแสดงความเห็น ไม่ใช่คำวินิจฉัยสุดท้ายขององค์กรผู้มีอำนาจ ดังนั้น การรายงานข่าวอย่างเป็นธรรมจำเป็นต้องติดตามทั้งพยานหลักฐาน ความเห็นที่แตกต่างกันของคณะ 26 และคณะ 36 ตลอดจนเหตุผลของ กกต.ในการพิจารณาขั้นสุดท้าย
พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ จะจับตาประเด็นสำคัญว่า เหตุใดคณะ 26 และคณะ 36 จึงประเมินสำนวนเดียวกันแตกต่างกัน พยานหลักฐานที่เป็นข้อถกเถียงมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร และท้ายที่สุด กกต.จะให้น้ำหนักกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายฝ่ายใด
เพราะในคดีที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างทางการเมืองระดับประเทศ สิ่งที่ต้องอยู่เหนือทั้งแรงสนับสนุนและแรงกดดันทางการเมือง คือ ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน กระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย และสิทธิในการต่อสู้คดีของทุกฝ่าย
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
จับตาประเด็นข่าวการเมือง
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
#ฮั้วสว #คดีฮั้วสว #เลือกสว #สมาชิกวุฒิสภา #กกต #ศุภชัยใจสมุทร #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #จับตาการเมือง #ข่าวด่วน #ข่าวออนไลน์ #พีทีเอนิวส์ #PTANewsNetwork
ข่าวร้อนรอบวันพีทีเอนิวส์ 25สิงหาคม 2569
🔥 สรุปข่าวร้อน รอบวัน | พีทีเอ นิวส์
เกาะติดทุกประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องรู้ ประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569 กับ สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ รวบรวมข่าวเด่น ข่าวร้อน ข่าวอาชญากรรม กระบวนการยุติธรรม ความมั่นคง และสถานการณ์ภัยพิบัติทั่วประเทศ
🔴 ศาลพิพากษาประหารชีวิต “แอม ไซยาไนด์” อีกคดี
ศาลอาญามีคำพิพากษาประหารชีวิต นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ “แอม ไซยาไนด์” ในคดีการเสียชีวิตของ “ฟ้า” เจ้าหนี้วงแชร์
🔴 DSI เดินหน้าเอาผิดกรณีเอกสารสำนวนคดีฮั้ว สว. ถูกเผยแพร่
กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการให้ตรวจสอบผู้ที่นำเอกสารจากรายงานการสอบสวนคดีพิเศษออกเผยแพร่สู่สาธารณะ พร้อมตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องหรือไม่
🔴 พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล แจ้งความชาย 4 คน
หลังมีเหตุบุคคลเข้าไปบริเวณบ้านพักย่านหลักสี่และถ่ายภาพ โดยมีรายงานว่าอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
🔴 จับตาความมั่นคงชายแดนใต้
หลังเกิดเหตุความไม่สงบหลายพื้นที่ หน่วยงานด้านความมั่นคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง
🔴 DSI เดินหน้าคดีเครือข่ายพนันออนไลน์
ส่งสำนวน 30 แฟ้ม เอกสารกว่า 12,000 แผ่น พร้อมผู้ต้องหาให้อัยการสูงสุดพิจารณาตามกระบวนการ ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหายังคงได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
🔴 ภาคเหนือเร่งฟื้นฟูหลังน้ำลด
หลายพื้นที่โดยเฉพาะจังหวัดน่านเริ่มทำความสะอาดและฟื้นฟูบ้านเรือน ขณะที่ยังต้องเฝ้าระวังฝนสะสม พื้นที่ลุ่มต่ำ ริมแม่น้ำ และพื้นที่ลาดเชิงเขาอย่างต่อเนื่อง
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
www.ptanewnetwork.com
#พีทีเอนิวส์ #PTANews #PTANewsNetwork #สรุปข่าวร้อน #สรุปข่าวรอบวัน #ข่าวร้อนวันนี้ #ข่าวด่วน #ข่าวออนไลน์ #ข่าวอาชญากรรม #เกาะข่าวเด่น #DSI #แอมไซยาไนด์ #ชายแดนใต้ #สุรเชษฐ์หักพาล #ข่าวการเมือง #ข่าวความมั่นคง #สถานการณ์น้ำ #น้ำท่วมภาคเหนือ #ข่าววันนี้ #ข่าวจริงเที่ยงตรงเพื่อประชาชน
ดาวน์โหลดแอป PTA New Network สำหรับ Android
https://drive.google.com/file/d/1RN_IWKzP1e43ZGsGGV-j3Rnb2h-UDPpR/view?usp=drivesdk
กดปุ่มด้านบนเพื่อดาวน์โหลดไฟล์APK จากนั้นเปิดไฟล์และเลือกติดตั้ง หากโทรศัพท์แจ้งเตือน ให้เลือกอนุญาติการติดตั้งแอปจากแหล่งนี้
สรุปข่าวเด่นประจำวันที่24สิงหาคม2569 ศูนย์ข่าวพีทีเอนิวส์
สรุปข่าวเด่นประจำวัน จันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2569
ช่วงค่ำวันนี้ ผมคัดประเด็นที่เหมาะสำหรับนำไปทำ “ข่าวเด่นประจำวัน” ได้ประมาณนี้ครับ
จับตาชายแดนไทย–กัมพูชา — กองทัพเรือรายงานความคืบหน้าการก่อสร้างรั้วชายแดนใน จ.จันทบุรี โดยเฟสแรกระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตรเสร็จแล้ว และเตรียมเดินหน้าเฟส 2 อีกกว่า 8 กิโลเมตร ประเด็นความมั่นคงชายแดนยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อเนื่อง
การเมืองร้อนก่อนเปิดสภา 26 สิงหาคม — รัฐบาลเตรียมชี้แจง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยกำหนดเวลาพิจารณารวม 12 ชั่วโมง และจัดเวลาให้ฝ่ายค้านอภิปรายซักถาม 8 ชั่วโมงืถือเป็นหนึ่งในประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจสำคัญที่ต้องจับตาในสัปดาห์
กฎหมายใหม่มีผลวันนี้ — พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 23 สิงหาคม เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 24 สิงหาคม 2569 โดยเป็นกลไกทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา
อากาศ–น้ำยังต้องเฝ้าระวัง — พยากรณ์วันที่ 24 สิงหาคมระบุว่า ประเทศไทยยังมีฝนฟ้าคะนอง และมี ฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามปริมาณฝนและระดับน้ำอย่างใกล้ชิด
พายุโซนร้อน “นาร์รา” ไม่เข้าไทย แต่มีผลต่อมรสุม — พายุบริเวณอ่าวตังเกี๋ยมีแนวโน้มขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของมณฑลกว่างซี ประเทศจีน ช่วง 24–25 สิงหาคม แม้ไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่มีส่วนทำให้มรสุมที่ปกคลุมไทยมีกำลังแรงขึ้น จึงต้องระวังฝนตกหนักในบางพื้นที่
สถานการณ์ชายแดนใต้ยังน่าจับตา — หลังเกิดเหตุความไม่สงบหลายจุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยงานความมั่นคงเร่งตรวจสอบและขยายผล โดยประเด็นสถานการณ์ใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ยังเป็นข่าวสำคัญช่วงค่ำวันนี้
ข่าวดีวงการกีฬาไทย — วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยเอาชนะอินโดนีเซีย 3–0 เซต ด้วยคะแนน 25-16, 25-18 และ 25-15 ในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี นัดที่ 2
ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าติดตามพรุ่งนี้ — การปล่อยยานอวกาศ ฉางเอ๋อ 7 ของจีนถูกเลื่อนไปเป็นช่วงเช้าวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 07.00 น. ตามเวลาไทย เป็นอีกเหตุการณ์สำคัญด้านอวกาศที่น่าติดตาม
#ข่าววันนี้ #ข่าวเด่น #สรุปข่าว #ข่าวด่วน #ข่าวด่วนล่าสุด #ข่าวการเมือง #ข่าวการเมืองล่าสุด #ข่าว #ข่าวเด็ด #ข่าวใหม่ #ข่าวล่าสุด #สำนักข่าวไทย #สำนักข่าวออนไลน์เพื่อสังคม

