สกู๊ปข่าวเด็ด เจาะข่าวเด่น มหากาพย์ของข่าวดังกับ พีทีเอนิวส์
จับตาการเมือง | พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์“รัฐบาลอนุทิน” เปิดบัญชี 10 ผลงาน ชูโจทย์ลดรายจ่าย–เพิ่มรายได้–เติมทุนฐานราก
จับตาการเมือง | พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
“รัฐบาลอนุทิน” เปิดบัญชี 10 ผลงาน ชูโจทย์ลดรายจ่าย–เพิ่มรายได้–เติมทุนฐานราก คำถามสำคัญ “ประชาชนได้อะไรจริง?”
วันที่ 30 สิงหาคม 2569
รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าสื่อสารผลงานต่อประชาชน โดยพรรคภูมิใจไทยเผยแพร่ข้อมูลในหัวข้อ “ทำแล้ว ประชาชนได้อะไร?” รวบรวม 10 ผลงานที่รัฐบาลระบุว่าได้ดำเนินการแล้ว โดยวางเป้าหมายหลักไว้ที่การลดภาระรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และเพิ่มการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ
พีทีเอ นิวส์ ขยายประเด็นครั้งนี้โดยแยกให้ชัดว่า ตัวเลขและผลลัพธ์ส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลที่รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยนำเสนอ การประเมินว่าประสบความสำเร็จเพียงใด ยังต้องพิจารณาผลที่ประชาชนได้รับจริงในระยะต่อไป
เงินฐานราก 1.21 แสนล้าน — ตัวเลขใหญ่ที่ต้องดูถึงปลายทาง
หนึ่งในผลงานที่รัฐบาลหยิบขึ้นมาเป็นจุดเด่นคือโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” โดยข้อมูลที่เผยแพร่ระบุว่า ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2569 มียอดใช้จ่ายสะสมมากกว่า 121,000 ล้านบาท มีประชาชนใช้สิทธิกว่า 26 ล้านราย และร้านค้าเข้าร่วมมากกว่า 1.19 ล้านร้าน รัฐบาลมองว่ากลไกดังกล่าวช่วยนำเงินเข้าสู่ร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และเศรษฐกิจระดับชุมชน
ตัวเลขเงินหมุนเวียนถือว่าสูง แต่สิ่งที่ควรติดตามต่อคือ เงินดังกล่าวสร้างรายได้ใหม่และกำลังซื้อที่ยั่งยืนได้มากน้อยเพียงใด เพราะการวัดนโยบายเศรษฐกิจไม่ควรดูเพียงยอดการใช้จ่าย แต่ต้องดูทั้งรายได้ครัวเรือน หนี้สิน และความสามารถในการดำรงชีพหลังสิ้นสุดมาตรการด้วย
เติมทุนชุมชนกว่า 4,452 ล้านบาท
อีกมาตรการคือ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ซึ่งรัฐบาลระบุว่าจัดสรรวงเงินกว่า 4,452 ล้านบาท ผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชน 79,610 กองทุนทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเงินทุนในระบบ นำไปประกอบอาชีพ และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ
ประเด็นที่ต้องติดตามจึงอยู่ที่ว่าเงินทุนดังกล่าวสามารถเปลี่ยนเป็นอาชีพและรายได้จริงได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงการบริหารหนี้ของผู้เข้าร่วมโครงการในระยะยาว
ค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
เรื่องที่กระทบกระเป๋าประชาชนโดยตรงคือ ค่าไฟฟ้า โดยข้อมูลภาครัฐล่าสุดระบุว่าโครงสร้างค่าไฟใหม่ที่จะเริ่มในเดือนกันยายน 2569 จะทำให้ผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรกมีอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และคาดว่าจะช่วยลดภาระกว่า 21 ล้านครัวเรือน
มาตรการพลังงานถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งชี้แจงต่อรัฐสภาถึงความจำเป็นของพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน ลดค่าครองชีพ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ดังนั้น ประชาชนควรจับตาทั้งสองด้านพร้อมกัน คือ ค่าไฟลดลงเท่าใด และ ภาระทางการคลังที่รัฐต้องใช้เพื่อพยุงราคามีเท่าใด
สวัสดิการรัฐ–ความปลอดภัย–ปราบสแกมเมอร์
รัฐบาลยังนำมาตรการด้านสวัสดิการและความมั่นคงของประชาชนเข้ามาอยู่ในชุดผลงาน ขณะที่สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้ถือบัตรเดิมได้รับการขยายต่อเนื่องถึงวันที่ 30 กันยายน 2569
ด้านอาชญากรรมออนไลน์ รัฐบาลเดินหน้ามาตรการสกัด นอมินี สแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ผ่านการเชื่อมข้อมูลและกำลังของหน่วยงานรัฐ โดยนายกรัฐมนตรีเพิ่งนำแถลงผลการดำเนินงานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา
เรื่องนี้เป็นอีกนโยบายที่ต้องวัดผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับประชาชนโดยตรง ไม่ใช่เพียงจำนวนการจับกุม แต่รวมถึงจำนวนผู้เสียหาย มูลค่าความเสียหายที่ลดลง ความเร็วในการอายัดเงิน และความสามารถในการนำเงินคืนผู้เสียหาย
สาธารณสุขดิจิทัล–Medical & Wellness Hub
ด้านสุขภาพ รัฐบาลระบุถึงการเดินหน้า สาธารณสุขดิจิทัลผ่าน “หมอพร้อม Super App” ควบคู่กับการผลักดันประเทศไทยสู่ Medical & Wellness Hub โดยมองทั้งมิติการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนและโอกาสสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ
แนวนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อเดือนเมษายน ซึ่งกำหนดประเด็นสาธารณสุขเป็นหนึ่งในนโยบายด้านสังคมของรัฐบาล
พีทีเอจับตา — “10 ผลงาน” ต้องพิสูจน์ด้วยชีวิตประชาชน
การเปิดตัว 10 ผลงานในครั้งนี้เป็นการนำเสนอผลงานจากฝ่ายรัฐบาลและพรรคแกนนำรัฐบาล จึงต้องแยกระหว่าง “สิ่งที่รัฐบาลประกาศว่าดำเนินการแล้ว” กับ “ผลสัมฤทธิ์ที่ประชาชนได้รับจริง”
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่ารัฐบาลมีนโยบายกี่โครงการ หรือมีเงินหมุนเวียนกี่หมื่นล้านบาท แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ค่าครองชีพของประชาชนลดลงหรือไม่ รายได้สุทธิเพิ่มขึ้นหรือไม่ หนี้ครัวเรือนเบาลงเพียงใด ร้านค้ารายย่อยอยู่ได้ดีขึ้นหรือไม่ และประชาชนเข้าถึงบริการของรัฐได้ง่ายกว่าเดิมจริงหรือไม่
อีกด้านหนึ่ง บรรยากาศทางการเมืองยังไม่ได้สะท้อนความเชื่อมั่นในระดับสูงทั้งหมด โดยผลสำรวจสวนดุสิตโพลประจำเดือนสิงหาคม 2569 ให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยเฉลี่ย 3.63 จาก 10 คะแนน ลดลงจากเดือนกรกฎาคมที่ 3.71 คะแนน แม้นายอนุทินจะอยู่ในกลุ่มบุคคลทางการเมืองที่ประชาชนมองว่าโดดเด่นประจำเดือนก็ตาม
นี่จึงเป็นอีกด้านของข่าวที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กัน เพราะ “ผลงานที่รัฐบาลนำเสนอ” กับ “ความรู้สึกของประชาชน” อาจไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวกัน
พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ จะติดตามต่อว่า 10 ผลงานที่รัฐบาลนำเสนอครั้งนี้ เมื่อลงไปถึงระดับครัวเรือนและชุมชนแล้ว สามารถเปลี่ยนจาก “ตัวเลขบนกระดาษ” เป็น “คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ได้มากน้อยเพียงใด
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
#อนุทิน #รัฐบาลอนุทิน #ภูมิใจไทย #10ผลงานรัฐบาล #ผลงานรัฐบาล #ค่าครองชีพ #ค่าไฟ #เศรษฐกิจฐานราก #สวัสดิการแห่งรัฐ #สแกมเมอร์ #การเมืองไทย #จับตาการเมือง #ข่าวการเมือง #ข่าวออนไลน์ #พีทีเอนิวส์ #PTANewsNetwork
ดาวน์โหลดแอป สำนักข่าวพีทีเอนิวส์ฟรี สำหรับแอนดรอยพร้อมวิธีการติดตั้้ง
https://drive.google.com/file/d/1RN_IWKzP1e43ZGsGGV-j3Rnb2h-UDPpR/view?usp=drivesdk
กดปุ่มด้านบนเพื่อดาวน์โหลดไฟล์APK จากนั้นเปิดไฟล์และเลือกติดตั้ง หากโทรศัพท์แจ้งเตือน ให้เลือกอนุญาติการติดตั้งแอปจากแหล่งนี้
เจาะปม “เล่าต๋า แสนลี่” พ้นคุกจากโทษจำคุกตลอดชีวิตสู่เรือนจำไม่ถึง 10 ปี — ทำไม “แพท พาวเวอร์แพท” กลับติดกว่า 16 ปี?
เจาะปม “เล่าต๋า แสนลี่” พ้นคุก
จากโทษจำคุกตลอดชีวิตสู่เรือนจำไม่ถึง 10 ปี — ทำไม “แพท พาวเวอร์แพท” กลับติดกว่า 16 ปี? เปิดกลไกอภัยโทษ–ชั้นนักโทษ–อายุ และช่องว่างที่ทำให้สังคมตั้งคำถามเรื่องความยุติธรรม
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
18 สิงหาคม 2569
การเปิดประตูเรือนจำกลางบางขวางให้ “เล่าต๋า แสนลี่” อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญ ซึ่งถูกสื่อและเจ้าหน้าที่ในอดีตขนานนามว่า “ราชายาเสพติดภาคเหนือ” เดินออกสู่อิสรภาพเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 กำลังกลายเป็นคำถามใหญ่ต่อระบบยุติธรรมไทย
เพราะชายผู้ถูกศาลพิพากษา จำคุกตลอดชีวิต จากคดีที่เกี่ยวข้องกับยาไอซ์ประมาณ 20 กิโลกรัม กลับใช้ชีวิตอยู่หลังลูกกรงจริงประมาณ 9 ปี 10 เดือน เท่านั้น ขณะที่ แพท พาวเวอร์แพท หรือ ภฤศ–วรยศ บุญทองนุ่ม อดีตนักร้องชื่อดัง ซึ่งศาลลงโทษจำคุก 50 ปีในคดียาอีประมาณ 3,000 เม็ด ต้องอยู่ในเรือนจำถึง 16 ปี 8 เดือน กว่าจะได้รับอิสรภาพ.
คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า
คนหนึ่งถูกตัดสินตลอดชีวิต เหตุใดจึงออกเร็วกว่าคนที่ถูกตัดสิน 50 ปีเกือบครึ่งหนึ่ง?
ความแตกต่างนี้เกิดจาก “อภิสิทธิ์” หรือไม่?
หรือแท้จริงเป็นผลจากกฎหมายคนละยุค พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษหลายฉบับ อายุของผู้ต้องขัง และสถานะชั้นนักโทษที่ประกอบกันจนทำให้ตัวเลขปลายทางแตกต่างกันอย่างมหาศาล?
พีทีเอ นิวส์ ไล่เรียงข้อเท็จจริงตั้งแต่วันจับกุม คำพิพากษา การลดโทษทุกขั้น ไปจนถึงคำถามที่ระบบราชทัณฑ์ยังต้องตอบต่อสังคม
---
จุดเริ่มต้นคดี “เล่าต๋า” — ปฏิบัติการล่อซื้อกว่า 10 ล้านบาท
เล่าต๋า แสนลี่ เป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มีชื่อปรากฏอยู่ในข่าวเกี่ยวกับขบวนการยาเสพติดตามแนวชายแดนภาคเหนือมานานหลายสิบปี อย่างไรก็ตาม ในคดีเก่าบางคดีเขาเคยได้รับการยกฟ้อง ดังนั้นการกล่าวถึงประวัติในอดีตจำเป็นต้องแยก “ข้อกล่าวหา” ออกจาก “คดีที่ศาลพิพากษาถึงที่สุด” อย่างเคร่งครัด.
คดีที่ทำให้เล่าต๋าต้องเข้าสู่เรือนจำเกิดขึ้นวันที่ 11 ตุลาคม 2559
ตำรวจปราบปรามยาเสพติดวางแผนล่อซื้อยาไอซ์ หลังสืบสวนเครือข่ายมานาน โดยคดีมีการกล่าวถึงยาไอซ์ชุดหนึ่งประมาณ 994 กรัม และการล่อซื้ออีกประมาณ 19 กิโลกรัม รวมมูลค่าการล่อซื้อราว 11 ล้านบาท ก่อนเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมผู้เกี่ยวข้องหลายรายบริเวณพื้นที่อำเภอแม่อาย.
เล่าต๋าถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2559
ต่อมาศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อเดือนธันวาคม 2560 ให้ จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2.5 ล้านบาท ในความผิดเกี่ยวกับการสมคบและยาเสพติด ก่อนคดีถึงที่สุดตามข้อมูลกรมราชทัณฑ์เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562.
ตรงนี้ต้องเน้นว่า
ศาลไม่ได้ลงโทษเล่าต๋า “เพียง 8 ปี”
ศาลลงโทษ จำคุกตลอดชีวิต
ตัวเลข 8 ปีเศษที่ปรากฏภายหลัง คือ กำหนดโทษที่เหลือหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษต่อเนื่องหลายครั้ง ไม่ใช่โทษที่ศาลกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น.
นี่เป็นความแตกต่างสำคัญที่ข่าวจำนวนมากอาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน
---
แล้วจาก “ตลอดชีวิต” เหลือ 8 ปีได้อย่างไร?
นี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด
กรมราชทัณฑ์ออกคำชี้แจงเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ว่า เล่าต๋าได้รับ พระราชทานอภัยโทษรวม 6 ครั้ง ระหว่างการรับโทษ.
กระบวนการไม่ได้เกิดขึ้นด้วยคำสั่งครั้งเดียว แต่เป็นการลดโทษต่อเนื่องเป็นทอด ๆ
ตามข้อมูลที่เผยแพร่จากคำชี้แจงของกรมราชทัณฑ์ การลดโทษมีลักษณะดังนี้
เริ่มต้น — จำคุกตลอดชีวิต
จากนั้นเมื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งแรก โทษจำคุกตลอดชีวิตถูกแปลงเป็น จำคุก 50 ปี
เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษครั้งต่อ ๆ มา โทษถูกลดตามสัดส่วน จนมีตัวเลขรายงานเป็นลำดับประมาณ
35 ปี 6 เดือน 20 วัน
ลดลงเหลือ
25 ปี 3 เดือน 13 วัน
ต่อมา
17 ปี 8 เดือน 13 วัน
จากนั้น
12 ปี 1 เดือน 21 วัน
และหลังการอภัยโทษครั้งล่าสุด เหลือ
8 ปี 3 เดือน 28 วัน.
แต่มีข้อเท็จจริงที่สำคัญกว่านั้นอีก
เล่าต๋าถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่ 11 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ปล่อยตัว 14 สิงหาคม 2569 รวมเวลาจริงประมาณ 9 ปี 10 เดือน
จึงเท่ากับว่าเมื่อการอภัยโทษครั้งล่าสุดทำให้ “กำหนดโทษใหม่” ลดลงเหลือ 8 ปี 3 เดือน 28 วัน เขาได้ถูกคุมขังมา เกินกำหนดโทษใหม่แล้ว
ดังนั้นในทางการบังคับโทษ ราชทัณฑ์จึงต้องปล่อยตัวเมื่อเข้าเงื่อนไข ไม่ใช่เลือกว่าจะปล่อยหรือไม่ปล่อยตามดุลพินิจส่วนบุคคล.
---
ปัจจัยที่ 1 — อายุเกิน 70 ปี
อีกตัวแปรสำคัญคือ อายุ
กรมราชทัณฑ์ระบุว่าเล่าต๋าอยู่ในกลุ่มผู้ต้องขังสูงอายุ เกิน 70 ปี จึงได้รับประโยชน์จากเกณฑ์ลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในบางคราวมากกว่าผู้ต้องขังทั่วไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแต่ละฉบับ.
นี่คือหนึ่งในคำตอบสำคัญว่าทำไมการนำคดีเล่าต๋าไปเทียบกับแพท พาวเวอร์แพทแบบ “เอาตัวเลขโทษมาตั้งข้างกัน” เพียงอย่างเดียวจึงไม่ครบถ้วน
เพราะตอนแพทถูกจำคุก เขายังเป็นชายหนุ่มวัยประมาณ 20 กว่าปี
ในขณะที่เล่าต๋าอยู่ในวัยกว่า 70 ปีตั้งแต่ช่วงรับโทษ และเมื่อพ้นเรือนจำมีอายุประมาณ 85–86 ปีตามการรายงานที่แตกต่างกันของแต่ละสำนัก.
ดังนั้นสิทธิหรือสัดส่วนการลดโทษในพระราชกฤษฎีกาบางฉบับจึงไม่เหมือนกัน
---
ปัจจัยที่ 2 — “นักโทษชั้นเยี่ยม”
กรมราชทัณฑ์ยังชี้แจงว่า เล่าต๋าไม่เคยกระทำผิดวินัยในเรือนจำ และได้รับการเลื่อนชั้นจนเป็น นักโทษชั้นเยี่ยมในปี 2565.
ระบบราชทัณฑ์ไทยแบ่งชั้นนักโทษตามพฤติกรรมและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยชั้นของนักโทษมีผลต่อสิทธิประโยชน์บางประเภท รวมถึงกระบวนการลดวันต้องโทษหรือสิทธิอื่นภายใต้กฎหมายราชทัณฑ์.
แต่ต้องแยกให้ชัดอีกครั้งว่า
“การลดวันต้องโทษจากชั้นนักโทษ” กับ “พระราชทานอภัยโทษ” เป็นคนละกลไก
ในกรณีเล่าต๋า ตัวแปรใหญ่ที่ทำให้กำหนดโทษลดลงอย่างรวดเร็วคือ พระราชทานอภัยโทษ 6 ครั้ง ประกอบกับคุณสมบัติเรื่องอายุและสถานะตามหลักเกณฑ์ของแต่ละพระราชกฤษฎีกา.
---
ปัจจัยที่ 3 — จุดสำคัญที่สุดที่คนจำนวนมากอาจยังไม่รู้: “กฎหมายออกทีหลัง”
กรมราชทัณฑ์เปิดเผยรายละเอียดหนึ่งที่น่าสนใจมาก
เล่าต๋าเป็นผู้ต้องโทษครั้งแรก จึงถูกจัดเป็นนักโทษเด็ดขาดเข้าใหม่ใน ชั้นกลาง ตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมที่ใช้บังคับในช่วงเวลานั้น.
ต่อมามีกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ. 2562 ซึ่งมีข้อกำหนดเข้มงวดกับนักโทษบางกลุ่ม โดยมีผลใช้บังคับวันที่ 14 มกราคม 2563
แต่คดีของเล่าต๋าถึงที่สุดเมื่อ 12 ธันวาคม 2562
จึงเกิดสภาพที่หลักเกณฑ์ใหม่ซึ่งเข้มงวดกว่ามีผล ภายหลังสถานะทางคดีของเขาเกิดขึ้นแล้ว และกรมราชทัณฑ์ระบุว่าเขาจึงไม่ได้ถูกจัดเข้าเกณฑ์ “ชั้นต้องปรับปรุงมาก” ตามข้อกำหนดใหม่นั้น.
ประเด็นนี้น่าสนใจอย่างยิ่งในทางนโยบาย
เพราะหากผู้กระทำความผิดลักษณะเดียวกันเข้าสู่เรือนจำภายหลังหลักเกณฑ์ใหม่มีผล อาจต้องเผชิญโครงสร้างการจัดชั้นและสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างออกไป
นี่ไม่ใช่การบอกว่าเล่าต๋า “ได้อภิสิทธิ์”
แต่เป็นตัวอย่างที่ชัดว่า
วันเกิดคดี วันคดีถึงที่สุด และวันที่กฎหมายใหม่มีผล สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของการบังคับโทษได้อย่างมหาศาล
---
แล้ว “แพท พาวเวอร์แพท” เกิดอะไรขึ้น?
ย้อนกลับไปวันที่ 6 พฤษภาคม 2547
แพท พาวเวอร์แพท ถูกจับในคดียาเสพติด
จากคำบอกเล่าของแพทซึ่งเผยแพร่โดย Thai PBS เจ้าหน้าที่พบยาเสพติดประมาณ 2,000 เม็ด ในเหตุการณ์หนึ่ง และขยายผลพบอีกประมาณ 1,000 เม็ด ในที่พัก โดยศาลพิจารณาเป็นความผิด 2 กระทงต่างกรรมต่างวาระ.
ศาลมีคำพิพากษาลงโทษในระดับ จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 2 ล้านบาท แต่เนื่องจากแพทให้การรับสารภาพตั้งแต่ชั้นจับกุม จึงได้รับการลดโทษ เหลือ จำคุก 50 ปี และปรับ 1 ล้านบาท.
แพทเข้าสู่เรือนจำตั้งแต่ปี 2547
และได้รับอิสรภาพวันที่ 4 มกราคม 2564
รวมระยะเวลาในเรือนจำประมาณ 16 ปี 8 เดือน ตามข้อมูล Thai PBS.
แพทเองเคยเล่าว่าเขาประพฤติตัวดี ศึกษาต่อ และได้รับประโยชน์จากกระบวนการลดโทษตามระบบราชทัณฑ์และพระราชทานอภัยโทษ จนกำหนดโทษค่อย ๆ ลดลง ก่อนพ้นเรือนจำ.
ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าแพท “ไม่ได้รับการลดโทษ”
เขาได้รับเช่นกัน
แต่ผลลัพธ์สุดท้ายต่างกันมาก เพราะ ระยะเวลา ช่วงอายุ พระราชกฤษฎีกาที่ใช้บังคับ และคุณสมบัติของผู้ต้องขังในแต่ละคราวไม่เหมือนกัน
---
เทียบตรง ๆ ทำไมผลจึงต่างกัน?
เล่าต๋า แสนลี่
ศาลลงโทษ: จำคุกตลอดชีวิต
คุมขังตั้งแต่: 11 ตุลาคม 2559
พ้นเรือนจำ: 14 สิงหาคม 2569
อยู่ในเรือนจำจริง: ประมาณ 9 ปี 10 เดือน
ได้รับพระราชทานอภัยโทษ: 6 ครั้ง
กำหนดโทษหลังอภัยโทษครั้งล่าสุด: 8 ปี 3 เดือน 28 วัน
ปัจจัยสำคัญ: อายุเกิน 70 ปี + การได้รับอภัยโทษต่อเนื่อง + นักโทษชั้นเยี่ยม + กฎเกณฑ์ในช่วงเวลาที่คดีถึงที่สุด.
แพท พาวเวอร์แพท
ศาลลงโทษหลังลดจากการรับสารภาพ: จำคุก 50 ปี
ถูกจับ: 6 พฤษภาคม 2547
พ้นเรือนจำ: 4 มกราคม 2564
อยู่ในเรือนจำ: ประมาณ 16 ปี 8 เดือน
ขณะเข้าสู่เรือนจำ: อายุประมาณ 23–24 ปี
จึงไม่ได้อยู่ในกลุ่มนักโทษสูงอายุแบบเดียวกับเล่าต๋า.
นี่คือเหตุผลหลักที่ตัวเลข “16 ปี 8 เดือน” กับ “9 ปี 10 เดือน” ต่างกัน
---
แต่คำถามเรื่อง “ความยุติธรรม” ยังไม่จบ
คำอธิบายว่า “ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย” สามารถตอบคำถามได้ระดับหนึ่ง
แต่ยังมีอีกคำถามหนึ่งที่ต่างออกไปคือ
«กฎหมายนั้นออกแบบผลลัพธ์ได้เหมาะสมกับความร้ายแรงของคดีหรือไม่?»
นี่คือคำถามเชิงนโยบาย ไม่ใช่การกล่าวหาว่ามีการทุจริต
เพราะเมื่อประชาชนเห็นคดีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่การอภัยโทษหลายครั้งทำให้กำหนดโทษลดลงจนเหลือประมาณ 8 ปี ขณะที่คดีอีกคดีซึ่งมีปริมาณยาเสพติดน้อยกว่ามากกลับต้องถูกคุมขังมากกว่า 16 ปี ย่อมเกิดความรู้สึกว่า “สัดส่วนของโทษ” ไม่สัมพันธ์กับความร้ายแรงที่สังคมรับรู้
ความรู้สึกดังกล่าวไม่ควรถูกปัดตกด้วยคำว่า “ทำตามกฎหมายแล้ว”
เพราะหลัก ความเสมอภาค ความได้สัดส่วนของโทษ และความคาดหมายได้ของกฎหมาย เป็นหัวใจของความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม
---
มี “เงื่อนงำ” หรือไม่?
จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้จนถึงเวลานี้ ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะเพียงพอที่จะกล่าวได้ว่าเล่าต๋าได้รับการปล่อยตัวเพราะมีผู้มีอำนาจช่วยเหลือหรือได้รับสิทธิพิเศษนอกระบบ
สิ่งที่กรมราชทัณฑ์เปิดเผยสามารถอธิบายเส้นทางการลดโทษได้เป็นลำดับ ได้แก่
คำพิพากษาตลอดชีวิต → อภัยโทษเป็น 50 ปี → อภัยโทษลดตามสัดส่วนหลายครั้ง → อายุเกิน 70 ปี → เหลือกำหนดโทษ 8 ปี 3 เดือน 28 วัน → ระยะคุมขังจริงเกินกำหนดใหม่ → ปล่อยตัว
ดังนั้น หากจะกล่าวว่ามี “เงื่อนงำ” ต้องมีหลักฐานมากกว่าความรู้สึกจากตัวเลข.
อย่างไรก็ตาม มี “ข้อสงสัยเชิงระบบ” ที่สมควรตรวจสอบอย่างจริงจัง
นั่นคือ
เหตุใดระบบพระราชทานอภัยโทษเมื่อใช้ต่อเนื่องหลายครั้งจึงสามารถทำให้โทษจำคุกตลอดชีวิตในคดียาเสพติดร้ายแรงลดลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้?
ควรกำหนด “ระยะเวลารับโทษขั้นต่ำ” สำหรับผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญหรือไม่?
การลดโทษผู้สูงอายุควรพิจารณาเพียงอายุ หรือควรพิจารณาความร้ายแรงและบทบาทในขบวนการควบคู่กัน?
และการได้รับอภัยโทษซ้ำหลายครั้งควรมีเพดานหรือกลไกตรวจสอบผลสะสมหรือไม่?
---
จุดที่น่าสนใจที่สุด — กรมราชทัณฑ์เองเตรียมทบทวนหลักเกณฑ์
ประเด็นนี้ยิ่งมีน้ำหนักเมื่อกรมราชทัณฑ์ระบุภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า จะมีการ ทบทวนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารโทษผู้ต้องขังคดีร้ายแรง ให้เหมาะสมกับลักษณะและความร้ายแรงของคดีมากขึ้น.
นั่นสะท้อนว่า แม้การปล่อยตัวครั้งนี้อาจดำเนินไปโดยชอบตามกฎหมายที่ใช้บังคับ
แต่คำถามว่า
“กฎหมายและเกณฑ์ดังกล่าวควรเป็นเช่นนี้ต่อไปหรือไม่”
ยังเปิดอยู่
---
PTA ANALYSIS | ความยุติธรรมมีสองชั้น
กรณีนี้ต้องแยกคำว่า “ถูกกฎหมาย” กับ “เกิดความรู้สึกยุติธรรมในสายตาประชาชน” ออกจากกัน
ชั้นแรกคือ ความชอบด้วยกฎหมาย
หากพระราชกฤษฎีกากำหนดผู้มีสิทธิไว้ และผู้ต้องขังมีคุณสมบัติครบ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไม่มีอำนาจเลือกปฏิบัติตามความชอบส่วนตัว
หากเขาได้รับอภัยโทษจนกำหนดโทษลดลงต่ำกว่าระยะเวลาที่ถูกคุมขังมาแล้ว การปล่อยตัวคือผลตามกฎหมาย
แต่ชั้นที่สองคือ ความยุติธรรมเชิงระบบ
ประชาชนมีสิทธิถามว่า
ทำไมผู้ที่ถูกศาลมองว่าความผิดร้ายแรงจนถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต จึงสามารถออกจากเรือนจำก่อนผู้กระทำผิดอีกคนที่ศาลลงโทษ 50 ปีได้หลายปี?
หากคำตอบคือ “เพราะอายุสูงกว่าและเจอพระราชกฤษฎีกาหลายฉบับกว่า”
คำถามต่อไปย่อมเกิดขึ้นว่า
ระบบเช่นนี้สะท้อนระดับความร้ายแรงของความผิดได้ดีพอแล้วหรือยัง?
---
อย่าเอา “แพท” กับ “เล่าต๋า” มาตัดสินด้วยจำนวนยาอย่างเดียว
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ การสรุปว่า “รายใหญ่ติดน้อย รายย่อยติดมาก” แม้จะเป็นพาดหัวที่สะเทือนอารมณ์ แต่ทางกฎหมายไม่ได้ดูเฉพาะจำนวนยา
ศาลพิจารณาองค์ประกอบความผิด บทบาท การร่วมกระทำ จำนวนกระทง พฤติการณ์ คำรับสารภาพ กฎหมายในขณะกระทำความผิด และหลักเกณฑ์การลงโทษ
ส่วนระยะเวลาที่อยู่ในเรือนจำหลังคำพิพากษา ยังมีอีกระบบหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง คือการบังคับโทษ การจัดชั้นนักโทษ การลดวันต้องโทษ และพระราชทานอภัยโทษ
จึงเป็นคนละช่วงของกระบวนการยุติธรรม
ศาลกำหนดโทษส่วนหนึ่ง — ราชทัณฑ์บังคับโทษอีกส่วนหนึ่ง — พระราชทานอภัยโทษเป็นอีกกลไกหนึ่ง
การรวมทุกอย่างแล้วสรุปว่า “ศาลลงโทษไม่เท่ากัน” จึงไม่ถูกต้อง
---
5 คำถามที่ควรให้กรมราชทัณฑ์เปิดเผยต่อสาธารณะ
เพื่อยุติข้อสงสัย ควรมีการเปิดเผยข้อมูลให้ละเอียดกว่าคำว่า “เป็นไปตามกฎหมาย” โดยเฉพาะ
1. พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษทั้ง 6 ฉบับที่เล่าต๋าได้รับสิทธิ คือฉบับใด และใช้มาตราใดในแต่ละครั้ง
2. แต่ละครั้งมีสูตรคำนวณโทษอย่างไร จึงลดจากตลอดชีวิตเป็น 50 ปี และลดต่อเนื่องจนเหลือ 8 ปี 3 เดือน 28 วัน
3. สิทธิจากการเป็นผู้ต้องขังสูงอายุเกิน 70 ปีทำให้ลดลงเพิ่มเติมกี่ปีในแต่ละครั้ง
4. สิทธิจากการเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมมีผลต่อกำหนดปล่อยจริงเท่าใด แยกออกจากพระราชทานอภัยโทษให้ชัดเจน
5. หากผู้กระทำผิดในลักษณะเดียวกันถูกตัดสินในวันนี้ ภายใต้กฎกระทรวงและกฎหมายฉบับปัจจุบัน จะยังสามารถได้รับผลการลดโทษในลักษณะเดียวกันหรือไม่
หากห้าข้อนี้เปิดเผยเป็นตัวเลขทั้งหมด ประชาชนจะสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง และข้อสงสัยจำนวนมากจะยุติลงโดยไม่ต้องพึ่งข่าวลือ
---
บทสรุป
กรณีเล่าต๋า แสนลี่ ไม่ได้พิสูจน์ว่า “คนใหญ่คนโตติดคุกน้อยกว่าคนธรรมดา”
อย่างน้อยจากหลักฐานที่เปิดเผยในเวลานี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอให้สรุปเช่นนั้น
แต่กรณีนี้ได้เปิดประตูไปสู่อีกคำถามที่สำคัญกว่า
โครงสร้างการลดโทษของไทย เมื่อพระราชทานอภัยโทษเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงเวลาไม่กี่ปี สามารถทำให้ความหมายของคำพิพากษา “จำคุกตลอดชีวิต” เปลี่ยนไปมากเพียงใด?
และถ้าผลลัพธ์สุดท้ายทำให้คดีร้ายแรงมากได้รับการคุมขังจริงต่ำกว่าคดีที่สังคมมองว่าร้ายแรงน้อยกว่า ระบบจำเป็นต้องปรับหลักเกณฑ์เพื่อรักษาหลักความได้สัดส่วนหรือไม่?
นี่ไม่ใช่คำถามต่อพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ
แต่เป็นคำถามต่อ กฎหมาย หลักเกณฑ์ และกระบวนการเสนอรายชื่อและคำนวณสิทธิของฝ่ายบริหารและราชทัณฑ์ ซึ่งต้องโปร่งใสและสามารถอธิบายต่อประชาชนได้
เพราะความยุติธรรมไม่ได้จบลงในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา
ความยุติธรรมยังรวมถึงวันที่คนหนึ่งเดินเข้าสู่เรือนจำ — และวันที่ประตูเรือนจำเปิดให้เขาเดินออกมาด้วย
และเมื่อคำว่า “จำคุกตลอดชีวิต” ลงท้ายด้วยการจำคุกจริงไม่ถึงสิบปี
ประชาชนย่อมมีสิทธิถามว่า
เกิดอะไรขึ้นระหว่างสองวันนั้น?
คำตอบที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การกล่าวหากันด้วยอารมณ์
แต่คือการเปิดข้อมูลทุกขั้นตอนออกมาให้สังคมตรวจสอบ
เพื่อพิสูจน์ว่า กฎหมายใช้กับทุกคนบนมาตรฐานเดียวกันจริงหรือไม่
---
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
แจ้งข่าว ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส
โทร. 062-228-7614, 062-228-7641
LINE ID : song67000
www.ptanewnetwork.com
#สำนักข่าวพีทีเอนิวส์ #PTANewsNetwork #เล่าต๋าแสนลี่ #แพทพาวเวอร์แพท #คดียาเสพติด #พระราชทานอภัยโทษ #กรมราชทัณฑ์ #บางขวาง #กระบวนการยุติธรรม #ความยุติธรรม #เจาะข่าว #เกาะข่าวเด่น #ข่าวออนไลน์ #ข่าวจริงเที่ยงตรงเพื่อประชาชน
อีกแล้ว ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด บาดเจ็บขาขาด 1 นาย ขณะปฏิบัติหน้าที่เก็บกู้ใกล้ช่องอานม้า
อีกแล้ว! ทุ่นระเบิดช่องอานม้าคร่าขาทหารไทย
“จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ” เหยียบ PMN-2 ขณะกวาดล้างพื้นที่เสี่ยง เจาะนาทีเกิดเหตุ–ภารกิจ 151,920 ตร.ม. ท่ามกลางชายแดนไทย–กัมพูชาที่ยังต้องเฝ้าระวัง
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
อุบลราชธานี — 18 สิงหาคม 2569
สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชากลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังทหารไทยผู้ปฏิบัติภารกิจซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วคือการทำให้พื้นที่ปลอดภัยจากทุ่นระเบิด กลับต้องกลายเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสิ่งที่กำลังเข้าไปเก็บกู้ด้วยตัวเอง
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงสายวันที่ 17 สิงหาคม 2569 บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ จ่าสิบเอก ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ กำลังพลของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม ประสบเหตุเหยียบ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 แรงระเบิดสร้างบาดแผลรุนแรงบริเวณขาขวาท่อนล่าง รวมถึงขาซ้ายและมือขวา ก่อนที่เพื่อนร่วมหน่วยจะเร่งเข้าช่วยชีวิตและลำเลียงออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน.
จากภารกิจสร้างพื้นที่ปลอดภัย สู่เหตุฉุกเฉินในเวลาเพียงชั่วโมงครึ่ง
ข้อมูลอย่างเป็นทางการของกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ภารกิจเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. วันที่ 17 สิงหาคม 2569 โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ศูนย์บัญชาการทางทหาร เข้าดำเนินงานในพื้นที่ซึ่งถูกจัดเป็น Suspected Hazardous Area หรือ SHA — พื้นที่สงสัยว่ามีอันตรายจากทุ่นระเบิดหรือวัตถุระเบิดตกค้างจากสงคราม บริเวณช่องอานม้า บ้านน้ำยืน ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี.
พื้นที่เป้าหมายตามแผนมีขนาดถึง 151,920 ตารางเมตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกวาดล้างทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง ทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับการเตรียมปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคในอนาคต
ก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการทำพื้นที่ปลอดภัยไปแล้ว 38,760 ตารางเมตร หรือประมาณ 25.51% ของพื้นที่ทั้งหมดตามแผน นั่นหมายความว่ายังเหลือพื้นที่อีกมากกว่า 1 แสนตารางเมตรที่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและกวาดล้างอย่างละเอียด.
กระทั่งเวลาประมาณ 10.30 น. เพียงราวหนึ่งชั่วโมงครึ่งหลังเริ่มภารกิจ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ได้ประสบเหตุเหยียบทุ่น PMN-2 และเกิดการระเบิดขึ้นทันที.
ใครคือกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ — สังกัดหน่วยใด?
ผู้ได้รับบาดเจ็บคือ
จ่าสิบเอก ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ
ข้อมูลทางการระบุว่า ขณะเกิดเหตุปฏิบัติหน้าที่กับ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ศูนย์บัญชาการทางทหาร ขณะที่รายงานข่าวอีกส่วนหนึ่งระบุสังกัดต้นสังกัดเป็น ร.2 พัน.2 หรือกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 และมาปฏิบัติภารกิจกับหน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน.
การแยกข้อมูลสองส่วนนี้มีความสำคัญ เพราะ “ต้นสังกัดกำลังพล” กับ “หน่วยที่ไปปฏิบัติภารกิจในวันเกิดเหตุ” อาจเป็นคนละระดับของโครงสร้างการบังคับบัญชา จึงไม่ควรนำมาเขียนปะปนกันจนประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นคนละบุคคล
แรงระเบิดเข้าขาขวา — ขาซ้ายและมือขวาก็บาดเจ็บ
คำชี้แจงอย่างเป็นทางการระบุว่าแรงระเบิดทำให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ได้รับ บาดเจ็บสาหัสบริเวณขาขวาท่อนล่าง พร้อมบาดแผลบริเวณขาซ้ายและมือขวา ส่วนรายงานจากพื้นที่ระบุว่าขาขวาท่อนล่างได้รับความเสียหายรุนแรงถึงขั้นขาด และมือขวาได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด.
สิ่งสำคัญคือ หลังเกิดเหตุผู้บาดเจ็บ ยังรู้สึกตัวและสัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ เจ้าหน้าที่จึงเร่งห้ามเลือดและเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ก่อนนำส่งโรงพยาบาลน้ำยืนเป็นแห่งแรก.
นาทีช่วยชีวิต จากช่องอานม้าสู่โรงพยาบาล
หลังเสียงระเบิดเกิดขึ้น หน่วยปฏิบัติการสั่ง ยุติการทำงานบริเวณจุดเกิดเหตุทันที พร้อมควบคุมพื้นที่เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่รายอื่นเข้าไปสัมผัสทุ่นหรือวัตถุระเบิดที่อาจซ่อนอยู่ใกล้กัน.
จ.ส.อ.ชาญณรงค์ถูกนำส่ง โรงพยาบาลน้ำยืน ทีมแพทย์ดำเนินการห้ามเลือด ปฐมพยาบาล และตกแต่งบาดแผล ก่อนประสานการส่งต่อทางอากาศไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า.
ต่อมาเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกเข้ารับตัวผู้บาดเจ็บจากอำเภอน้ำยืน และเวลาประมาณ 13.07 น. เฮลิคอปเตอร์เดินทางถึงสนามจอดของ มณฑลทหารบกที่ 22 มีทีมแพทย์และรถพยาบาลรอรับก่อนนำตัวเข้าสู่ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทันที.
รายงานภายหลังระบุว่า แม้ได้รับบาดเจ็บหนัก แต่ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ยังมีกำลังใจดี และอยู่ภายใต้การรักษาของทีมแพทย์.
จุดที่ต้องระวัง — มีรายงานเวลา 11.50 น. แต่ข้อมูลทางการยืนยันประมาณ 10.30 น.
สำนักข่าวพีทีเอฯ ตรวจสอบพบว่า รายงานข่าวบางแห่งระบุเวลาเกิดเหตุ 11.50 น. แต่คำชี้แจงอย่างเป็นทางการของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเผยแพร่ผ่านกรมประชาสัมพันธ์ ระบุชัดว่าเริ่มภารกิจเวลา 09.00 น. และเกิดเหตุ ประมาณ 10.30 น.
ดังนั้น ในการรายงานข่าวฉบับนี้ พีทีเอฯ ยึด เวลา 10.30 น. ตามข้อมูลทางราชการเป็นหลัก.
PMN-2 คือประเด็นใหญ่ แต่ยังห้ามด่วนสรุปว่าใครวาง
อีกประเด็นที่ต้องรายงานด้วยความระมัดระวังคือ ที่มาของทุ่นระเบิด PMN-2
แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา และมีการตั้งข้อสังเกตในสังคมจำนวนมากถึงที่มาของทุ่นระเบิด แต่คำชี้แจงล่าสุดของกองทัพภาคที่ 2 ระบุโดยตรงว่า รายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของทุ่นระเบิดและข้อเท็จจริงอื่นยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ดังนั้น ณ เวลารายงานข่าว ยังไม่มีฐานข้อมูลทางการเพียงพอที่จะยืนยันว่า ทุ่นลูกที่ จ.ส.อ.ชาญณรงค์เหยียบถูกวางเมื่อใด ใครเป็นผู้วาง หรือเป็นทุ่นใหม่หรือวัตถุระเบิดตกค้างจากช่วงใด.
นี่คือเส้นแบ่งสำคัญระหว่าง “ข้อสงสัย” กับ “ข้อเท็จจริง” ซึ่งสื่อมวลชนควรแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
เจาะลึกอีกชั้น — สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงทุ่นหนึ่งลูก
หากมองจากรายละเอียดของภารกิจ เหตุครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงอุบัติเหตุเฉพาะจุด แต่สะท้อนความเสี่ยงเชิงพื้นที่อย่างชัดเจน
พื้นที่ซึ่งกำลังดำเนินการมีขนาด 151,920 ตารางเมตร แต่ก่อนเกิดเหตุผ่านการทำให้ปลอดภัยไปเพียง 38,760 ตารางเมตร หรือ 25.51% เท่านั้น.
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พื้นที่ส่วนใหญ่ของแผนปฏิบัติการยังต้องได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานงานทุ่นระเบิดอย่างละเอียด
หลังเหตุการณ์ กองทัพจึงกำหนดเขตอันตราย เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง และเตรียมสำรวจพื้นที่โดยละเอียดอีกครั้ง ก่อนดำเนินภารกิจต่อ.
แล้วชายแดนไทย–กัมพูชาล่าสุดอยู่ในระดับไหน?
นอกเหนือจากเหตุทุ่นระเบิด วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา หรือ JIC ได้ประเมินภาพรวมภัยคุกคามตามแนวชายแดนว่า ขณะนี้อยู่ใน ระดับ 1–2 คือระดับติดตามและเฝ้าระวังด้วยความกังวล ยังต้องจับตาความเคลื่อนไหวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนกำลัง การเพิ่มเติมกำลังและยุทโธปกรณ์ โครงสร้างพื้นฐานทางทหาร รวมถึงพฤติกรรมผิดปกติในพื้นที่.
กล่าวอย่างตรงไปตรงมา สถานการณ์จึงยัง ไม่ควรถูกนำเสนอว่าเข้าสู่การปะทะครั้งใหม่แล้ว หากไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่หน่วยความมั่นคงลดระดับความสนใจลงได้
โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่ตามแนวชายแดนยังมีภัยจากทุ่นระเบิด ซึ่งสามารถสร้างความสูญเสียได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเสียงปืนหรือการเผชิญหน้าระหว่างกำลังทหารทั้งสองฝ่าย
คำถามที่ต้องตามต่อจากนี้
คดีทุ่นระเบิดช่องอานม้ายังมีคำถามสำคัญที่ต้องรอผลการตรวจสอบ ได้แก่
หนึ่ง ทุ่น PMN-2 ที่เกิดเหตุอยู่ในสภาพใด และสามารถตรวจสอบอายุหรือช่วงเวลาการนำไปวางได้หรือไม่
สอง รอบจุดเกิดเหตุยังมีทุ่นหรือวัตถุระเบิดประเภทเดียวกันอีกจำนวนเท่าใด
สาม การสำรวจหลังเกิดเหตุจะทำให้ต้องขยายพื้นที่อันตรายออกไปจาก SHA เดิมหรือไม่
สี่ พื้นที่ที่ผ่านการกวาดล้างไปแล้ว 38,760 ตารางเมตรจะต้องถูกตรวจสอบซ้ำในบางส่วนหรือไม่
และ ห้า ผลการตรวจสอบทางเทคนิคจะสามารถชี้ถึงที่มาของทุ่นระเบิดลูกดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด
คำตอบเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าการรีบกล่าวหาฝ่ายใด เพราะหากมีหลักฐานทางเทคนิคที่ตรวจสอบได้ ก็จะมีน้ำหนักทั้งในมิติด้านความมั่นคงและในเวทีระหว่างประเทศ
พีทีเอวิเคราะห์
เสียงระเบิดเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 สิงหาคม อาจกินเวลาเพียงเสี้ยววินาที แต่ผลของมันทำให้ทหารนายหนึ่งต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงของชีวิต และทำให้สังคมไทยต้องกลับมาถามอีกครั้งว่า ชายแดนที่ไม่มีเสียงปืนแล้ว หมายความว่าปลอดภัยจริงหรือไม่
สำหรับเจ้าหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด ทุกย่างก้าวคือพื้นที่ที่ต้องคำนวณ ทุกตารางเมตรคือความเสี่ยง และความผิดพลาดเพียงไม่กี่เซนติเมตรอาจแลกด้วยอวัยวะหรือชีวิต
จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ เข้าไปในพื้นที่วันนั้นเพื่อทำให้แผ่นดินปลอดภัยสำหรับคนอื่น แต่สุดท้ายกลับเป็นตัวเขาเองที่ต้องรับแรงระเบิด
หลังจากนี้ นอกจากการรักษากำลังพลอย่างดีที่สุด สิ่งที่สังคมควรได้รับคือ ผลตรวจสอบที่ตรงไปตรงมา เป็นวิทยาศาสตร์ และแยกข้อเท็จจริงออกจากกระแสการเมือง
เพราะเรื่องทุ่นระเบิดชายแดนไม่ควรถูกใช้เพื่อปลุกความเกลียดชัง แต่ก็ไม่ควรถูกทำให้เงียบหาย หากหลักฐานสุดท้ายชี้ว่ามีการกระทำที่ละเมิดพันธกรณีหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องตอบคำถามบนหลักฐานอย่างชัดเจน
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ จะติดตามทั้งอาการของ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ผลตรวจสอบทุ่น PMN-2 และสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
แจ้งข่าว ร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส
โทร. 062-228-7614, 062-228-7641
LINE ID : song67000
#สำนักข่าวพีทีเอนิวส์ #PTANewsNetwork #ข่าวจริงเที่ยงตรงเพื่อประชาชน #ชายแดนไทยกัมพูชา #ช่องอานม้า #จ่าสิบเอกชาญณรงค์วงศ์ชนะ #ทุ่นระเบิด #PMN2 #ทหารไทย #กองทัพภาคที่2 #ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ #อุบลราชธานี #น้ำยืน #ข่าวด่วน #ข่าวออนไลน์ #เกาะข่าวเด่น
มหากาพย์ “ฮั้ว สว.” จากวันเลือกกันเองถึงวันนี้ทำไมคดียังไม่ถึงศาล — และประชาชนต้องรอคำตอบอะไรจาก กกต
มหากาพย์ “ฮั้ว สว.” จากวันเลือกกันเองถึงวันนี้ ทำไมคดียังไม่ถึงศาล — และประชาชนต้องรอคำตอบอะไรจาก กกต.
17 สิงหาคม 2569 | สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
คดีที่สังคมเรียกว่า “ฮั้วเลือก สว.” เดินทางมาถึงจุดที่คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า ใครผิดหรือใครไม่ผิด แต่กลายเป็นคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมทางการเลือกตั้งว่า
เหตุใดคดีซึ่งมีการรวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมหาศาล มีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 ราย และผ่านการทำงานของคณะสืบสวนมาแล้วหลายชั้น จึงยังไม่เดินเข้าสู่ศาลเพื่อให้ตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยเสียที?
คำตอบจำเป็นต้องแยกออกจากอารมณ์ทางการเมือง เพราะ ณ วันนี้ ยังไม่มีคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 รายกระทำผิด และการกล่าวว่ามี “การช่วยพวกพ้อง” ก็ยังเป็นข้อวิพากษ์ทางการเมือง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ในศาล
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความล่าช้าที่ยาวนานและความเห็นที่สวนทางกันอย่างรุนแรงระหว่างคณะทำงานภายใน กกต. ย่อมเป็นเรื่องที่ประชาชนมีสิทธิตั้งคำถามได้อย่างเต็มที่.
จุดเริ่มต้น — การเลือก สว. ปี 2567 ที่ถูกออกแบบให้ “เลือกกันเอง”
สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันมาจากกระบวนการเลือกกันเองตามกลุ่มอาชีพในปี 2567 ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยประชาชนทั้งประเทศโดยตรง
ตั้งแต่ก่อนกระบวนการเลือกจะเสร็จ มีเสียงร้องเรียนเรื่องการ จัดคนสมัคร การจัดกลุ่ม การกำหนดรายชื่อ การแลกคะแนน และการลงคะแนนแบบเป็นชุด หรือที่ภายหลังถูกเรียกกันว่า Block Vote ปรากฏต่อสาธารณะแล้ว.
เมื่อการเลือกเสร็จสิ้น ข้อสงสัยไม่ได้หายไป แต่กลับเพิ่มขึ้นจากรูปแบบคะแนนของผู้สมัครบางกลุ่ม รายชื่อที่ปรากฏในเอกสารหรือ “โพย” และความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัครจากหลายจังหวัด
มีคำร้องเข้าสู่ กกต.จำนวนมาก โดยข้อมูลที่ กกต.ชี้แจงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ระบุว่าเฉพาะคำร้องที่เกี่ยวข้องมีอย่างน้อย 220 เรื่อง ขณะนั้นพิจารณาเสร็จแล้ว 109 เรื่อง และมีบางคดีถูกส่งศาลฎีกาไปก่อนแล้ว แต่คดีเครือข่ายใหญ่ที่ภายหลังมีผู้ถูกกล่าวหา 229 รายยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ.
เมื่อ DSI เข้ามา — คดีไม่ได้มีแค่ “ผิดกฎหมายเลือก สว.”
เรื่องเปลี่ยนระดับอย่างมีนัยสำคัญช่วงต้นปี 2568
กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้รับข้อมูลและคำร้องเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่ง สว. และเริ่มตรวจสอบประเด็นที่อาจไม่ใช่เพียงความผิดตามกฎหมายเลือก สว. แต่รวมถึงความผิดทางอาญาประเภท อั้งยี่และฟอกเงิน ซึ่งอยู่ในอำนาจสอบสวนของ DSI.
วันที่ 10 มีนาคม 2568 DSI อนุมัติสอบสวนเป็น คดีพิเศษที่ 24/2568 ในส่วนความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. โดยมีพนักงานอัยการร่วมสอบสวน.
นี่เป็นจุดสำคัญ เพราะทำให้คดีเดินเป็น สองราง
รางแรก — ความผิดเกี่ยวกับความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือก สว. อยู่ในอำนาจของ กกต.
รางที่สอง — ความผิดอาญาประเภทอั้งยี่ ฟอกเงิน หรือความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง อยู่ในการสอบสวนของ DSI และอัยการ
จึงไม่ควรพูดว่าคดีทั้งหมดเป็นคดีเดียวหรือมีหน่วยงานเดียวรับผิดชอบ
วิธีทำงานของ DSI — ไล่เงิน โทรศัพท์ และคน
ข้อมูลทางการของ DSI เมื่อเดือนเมษายน 2568 แสดงให้เห็นวิธีทำงานที่เน้นพยานหลักฐานเชิงโครงข่าย
ในเวลานั้น DSI ระบุว่าได้
สอบพยานแล้ว 30 ปาก
ตรวจธุรกรรมธนาคารของบุคคลประมาณ 1,200 ราย
ตรวจข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์ประมาณ 20,000 เลขหมาย
และสร้างฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อเชื่อมโยงบุคคลและเส้นทางการเงิน
พร้อมทั้งรับโอนสำนวนจากตำรวจบางพื้นที่มารวมสอบสวน.
ต่อมายังมีการออกหมายเรียกพยานในหลายจังหวัด เช่น อุบลราชธานี อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และชัยภูมิ เพื่อหาความเชื่อมโยงของเครือข่าย.
นี่คือเหตุผลที่สังคมจำนวนหนึ่งมองว่าการสอบสวนสาย DSI “เดินเร็วและเห็นรูปธรรม” เพราะประชาชนสามารถเห็นกิจกรรมสอบสวนได้ เช่น การเรียกพยาน การตรวจเส้นทางเงิน และการเก็บข้อมูลโทรศัพท์
แต่ต้องย้ำว่า ทำงานเร็วไม่ได้หมายความว่าข้อกล่าวหานั้นพิสูจน์แล้ว เพราะพยานหลักฐานทั้งหมดต้องผ่านการกลั่นกรองและการพิจารณาของอัยการและศาลต่อไป
กกต.ตั้ง “คณะ 26” — จุดที่คดีเริ่มเห็นผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย
ฝั่ง กกต.มีการตั้ง คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เพื่อสอบสวนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว.
คณะนี้มีเจ้าหน้าที่ DSI บางส่วนเข้าร่วมด้วย ทำให้พยานจากการสอบสวนหลายชุดสามารถถูกนำมาวิเคราะห์ประกอบกันได้.
หลังสอบสวนยาวนาน คณะ 26 มีความเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย
แบ่งเป็น
สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน 138 ราย
และ บุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องอีก 91 ราย ซึ่งมีทั้งบุคคลทางการเมืองและเครือข่ายที่ถูกกล่าวหา.
วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 มีการยืนยันว่าคณะไต่สวนเสนอให้ กกต.ดำเนินคดีกับทั้ง 229 ราย.
ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า
คณะ 26 ไม่ใช่ศาล และความเห็นของคณะ 26 ไม่ใช่คำพิพากษา
มันคือความเห็นในชั้นสืบสวนว่า มีหลักฐานเพียงพอให้กระบวนการเดินหน้าต่อหรือไม่
แต่ในเชิงสังคม นี่คือจุดที่ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่า
ในเมื่อชุดสืบสวนซึ่งเห็นพยานโดยตรงเห็นว่าควรดำเนินคดีถึง 229 คน แล้วเหตุใดเรื่องจึงยังไม่เข้าสู่ศาล?
จุดพลิก — “คณะ 36” เห็นตรงกันข้าม 5 ต่อ 2
นี่คือหัวใจของความขัดแย้งในคดี
หลังคณะ 26 เสนอให้ดำเนินคดี สำนวนต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและวินิจฉัยภายใน กกต.อีกชั้นหนึ่ง
วันที่ 12 มีนาคม 2569 มีรายงานยืนยันว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ไม่มีมูลความผิด และทำความเห็นส่งต่อให้ กกต.ชุดใหญ่เป็นผู้ชี้ขาดสุดท้าย.
นี่ทำให้เกิดภาพที่ประชาชนเข้าใจยากที่สุด
คณะหนึ่งอ่านสำนวนแล้วเห็นควรดำเนินคดี 229 คน
แต่อีกคณะอ่านสำนวนเดียวกันแล้วมีเสียงข้างมากเห็นว่าไม่มีมูล
ความแตกต่างเช่นนี้ ไม่ใช่หลักฐานว่าฝ่ายใดทุจริตหรือช่วยพวกพ้อง แต่เป็นเหตุผลที่ กกต.ชุดใหญ่จำเป็นต้องอธิบายต่อสาธารณะอย่างละเอียดว่า
พยานชิ้นใดที่คณะ 26 ให้ความสำคัญ แต่คณะ 36 ไม่เชื่อ?
เส้นทางการเงินมีน้ำหนักเพียงใด?
โพยเลือก สว. พิสูจน์ว่าเป็นการนัดหมายจริงหรือเป็นเพียงข้อมูลหาเสียง?
รูปแบบคะแนนที่เหมือนกันเป็นหลักฐานของการจัดตั้งหรือเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ?
และพยานบุคคลที่มีการเปลี่ยนคำให้การกระทบสำนวนมากน้อยเพียงใด?
หากไม่มีคำอธิบายเหล่านี้ ต่อให้คำวินิจฉัยถูกต้องตามกฎหมาย ความสงสัยของสังคมก็ย่อมไม่หายไป
ทำไมยังไม่ส่งศาล?
คำตอบทางกฎหมายคือ เพราะ กกต.ชุดใหญ่ยังไม่ได้มีมติสุดท้ายที่จะส่งบุคคลเหล่านั้นให้ศาลฎีกาวินิจฉัย
ในคดีเลือกตั้ง หลังมีการสืบสวนหรือไต่สวน สำนักงาน กกต.และคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ทำหน้าที่เสนอความเห็น แต่ผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายขั้นสำคัญคือ คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่
ดังนั้น แม้คณะ 26 จะเสนอให้ดำเนินคดี ก็ไม่สามารถข้าม กกต.ชุดใหญ่แล้วส่ง 229 รายเข้าสู่ศาลได้เอง
ในทางกลับกัน มติของคณะ 36 ที่เห็นว่าไม่มีมูลก็ ยังไม่ใช่มติปิดคดีสุดท้าย เพราะต้องเสนอ กกต.ชุดใหญ่เช่นกัน.
กล่าวง่าย ๆ คือ
ประตูศาลยังไม่เปิด เพราะกุญแจอยู่ที่มติของ กกต.ชุดใหญ่
และนี่คือเหตุที่เสียงเรียกร้องจากสังคมมุ่งตรงไปที่ กกต.
มิถุนายน 2569 — กกต.กำหนดกรอบเวลาใหม่ 12 สัปดาห์
หลังเกิดแรงกดดันจากกรณีมติ 5 ต่อ 2 สำนักงาน กกต.เดินหน้าตรวจสำนวนอีกครั้ง และในเดือนมิถุนายน 2569 มีการกำหนดกรอบพิจารณาราว 12 สัปดาห์ ซึ่งคำนวณแล้วควรทำให้การพิจารณารายละเอียดแล้วเสร็จภายในเดือน สิงหาคม 2569 ก่อนนำเรื่องเข้าสู่การประชุม กกต.เพื่อลงมติ.
ข้อมูลที่ กกต.รวบรวมเผยแพร่ช่วงต้นเดือนสิงหาคมก็ยังระบุแนวทางว่า จะพิจารณารายละเอียดสำนวนให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569 หลังจากนั้นจึงนัด กกต.ประชุมลงมติ.
ดังนั้น ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569
คดี 229 ราย ยังไม่ได้รับการชี้ขาดจาก กกต.ชุดใหญ่
และยัง ไม่มีการส่งผู้ถูกกล่าวหาชุดใหญ่ดังกล่าวเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
ล่าสุด 16 สิงหาคม — นักกฎหมาย 53 คนเคาะประตู กกต.
แรงกดดันล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 เมื่อกลุ่มนักกฎหมาย 53 ราย ส่งหนังสือถึง กกต.เรียกร้องให้เร่งพิจารณาคดีและเปิดทางให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยพยานหลักฐาน โดยให้เหตุผลว่าข้อพิพาทมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองและกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภา.
กระแสเรียกร้องลักษณะเดียวกันมีมาต่อเนื่อง ทั้งจากภาคการเมือง นักวิชาการ กลุ่ม สว.สำรอง และภาคประชาชน
แต่การเรียกร้องให้ “ส่งศาล” กับการพิสูจน์ว่า “ผิด” เป็นคนละเรื่องกัน
การส่งศาลคือการให้ องค์กรตุลาการที่เป็นอิสระจากคู่ขัดแย้ง ได้พิจารณาว่า หลักฐานของ กกต.มีน้ำหนักถึงขั้นพิสูจน์ความผิดหรือไม่
หากหลักฐานไม่พอ ศาลก็มีอำนาจยกคำร้อง
ดังนั้นการเข้าสู่ศาลไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกกล่าวหาแพ้ แต่หมายความว่าความขัดแย้งได้รับการพิจารณาในเวทีที่มีคำวินิจฉัยผูกพันตามกฎหมาย
แล้วทำไม “ชุดทำงานที่เดินหน้า” กับ “ชุดที่ใช้เวลาพิจารณา” จึงดูต่างกัน?
ประเด็นนี้ต้องยุติธรรมกับทุกฝ่าย
ฝ่ายสืบสวนมีภารกิจ “หาให้ครบ”
คณะ 26 และ DSI ทำงานในลักษณะสืบสวนสอบสวน
หน้าที่คือค้นหาเครือข่าย
สอบคน
ตรวจเงิน
วิเคราะห์โทรศัพท์
ตรวจโพย
ตรวจรูปแบบคะแนน
และเชื่อมความสัมพันธ์ของบุคคล
ธรรมชาติของงานจึงเห็น “การเคลื่อนไหว” ชัด
ฝ่ายวินิจฉัยมีภารกิจ “ตัดว่าหลักฐานพอหรือไม่”
คณะ 36 และ กกต.ชุดใหญ่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงรวบรวมข้อมูล แต่ต้องประเมินว่า หลักฐานเหล่านั้นเชื่อมโยงไปถึงผู้ถูกกล่าวหา แต่ละคน ได้ถึงระดับที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
คน 229 คนไม่จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานเหมือนกันทุกคน
บุคคล A อาจมีเส้นทางเงิน
บุคคล B อาจอยู่ในโพย
บุคคล C อาจมีพยานกล่าวถึง
บุคคล D อาจมีเพียงความสัมพันธ์ทางการเมือง
การเหมารวมทั้งหมดเป็น “เครือข่ายเดียวกัน” จึงอาจไม่เพียงพอในทางกฎหมาย หากไม่มีหลักฐานเฉพาะตัวเชื่อมไปถึงเจตนาและการกระทำของแต่ละราย
นี่คือเหตุผลทางกฎหมายที่อธิบายได้ว่า ทำไมการวินิจฉัยอาจช้ากว่าการรวบรวมพยาน
แต่ในทางกลับกัน ความละเอียดก็ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลให้คดีไม่มีจุดสิ้นสุด
สิ่งที่ประชาชนมีสิทธิถาม กกต.
ประชาชนไม่จำเป็นต้องตัดสินแทนศาลว่า 229 คนผิดหรือไม่
แต่ประชาชนมีสิทธิขอคำตอบอย่างน้อย 5 เรื่อง
หนึ่ง — สำนวนจะจบวันไหน?
เมื่อ กกต.กำหนดกรอบเดือนสิงหาคมไว้เอง ก็ควรอธิบายหากไม่สามารถดำเนินการตามกรอบนั้นได้.
สอง — เหตุใดคณะ 26 กับคณะ 36 จึงเห็นต่างกันอย่างสิ้นเชิง?
การเปิดเหตุผลโดยไม่เปิดข้อมูลลับของพยานจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นมากกว่าการประกาศเพียงว่า “มีมติแล้ว”
สาม — พยานหลักฐานส่วนใดถูกตัดออก และเพราะอะไร?
โดยเฉพาะข้อมูลโพย การลงคะแนนเป็นกลุ่ม ธุรกรรมทางการเงิน และข้อมูลโทรศัพท์
สี่ — จะพิจารณาเป็นรายบุคคลหรือยกทั้ง 229 คนพร้อมกัน?
เพราะน้ำหนักพยานของบุคคลแต่ละรายอาจแตกต่างกัน
ห้า — ถ้ามีหลักฐานก้ำกึ่ง เหตุใดไม่เปิดให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด?
คำถามนี้เป็นหัวใจของเสียงเรียกร้องในขณะนี้
“พวกพ้อง” — พูดได้แค่ไหน?
การตั้งคำถามว่า จะมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือแรงกดดันทางการเมืองหรือไม่ เป็นการตรวจสอบที่ชอบธรรม
แต่การเขียนว่า “กกต.ช่วยพวกพ้อง” เป็นข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานพิสูจน์ จะเกินกว่าข้อมูลที่ยืนยันได้ในปัจจุบัน
สิ่งที่ข่าวควรถามคือ
กกต.จะทำอย่างไรให้ประชาชนมั่นใจว่า การพิจารณาคดีนี้ปราศจากอิทธิพลทางการเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน?
เพราะผู้ถูกกล่าวหาบางรายถูกเชื่อมโยงในรายงานข่าวกับกลุ่มการเมืองที่มีอำนาจสูง ขณะที่ สว.เองมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ
จุดนี้ทำให้คดีไม่ได้มีเพียงมิติอาญาหรือเลือกตั้ง แต่มีมิติของ ความเชื่อมั่นต่อสถาบันตรวจสอบทั้งระบบ.
แล้ว “ความยุติธรรม” อยู่ตรงไหน?
ความยุติธรรมในคดีนี้ไม่ได้หมายถึง ต้องฟ้อง 229 คนทุกคน
และไม่ได้หมายถึง ต้องยกคำร้องทุกคน
ความยุติธรรมคือ
คนที่มีหลักฐานถึงต้องถูกส่งเข้าสู่กระบวนการ
คนที่หลักฐานไม่ถึงต้องไม่ถูกลงโทษ
และเหตุผลของทั้งสองอย่างต้องสามารถอธิบายต่อสังคมได้
ถ้า กกต.เห็นว่าคณะ 26 ผิด ก็ต้องบอกว่าผิดตรงไหน
ถ้าเห็นว่าคณะ 36 ผิด ก็ต้องอธิบายว่าทำไม
ถ้าเห็นว่าบางรายมีมูล บางรายไม่มีมูล ก็ควรแยกเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ปล่อยให้คำว่า “229 คน” กลายเป็นม่านปิดรายละเอียดของคดี
PTA วิเคราะห์ — ความล่าช้าที่อันตรายกว่าคำพิพากษา
คดีการเมืองขนาดใหญ่มีสิ่งหนึ่งที่อันตรายพอ ๆ กับการตัดสินผิด นั่นคือ การไม่ตัดสิน
เพราะเมื่อเวลาผ่านไป
พยานอาจจำรายละเอียดลดลง
บุคคลอาจเปลี่ยนคำให้การ
ข้อมูลอาจสูญหาย
ตำแหน่งทางการเมืองเปลี่ยน
และประชาชนจะเริ่มเชื่อว่ากฎหมายเลือกเวลาทำงานตามอำนาจของผู้เกี่ยวข้อง
กรณีนี้มีพยานบางรายขอกลับคำให้การจริง โดย DSI ต้องตั้งกระบวนการตรวจสอบว่าการกลับคำให้การเกิดขึ้นอย่างไร.
นั่นยิ่งเป็นเหตุผลว่า คดีที่มีผลต่อโครงสร้างการใช้อำนาจของประเทศไม่ควรถูกปล่อยให้ยืดเยื้อโดยไม่มีกรอบที่ตรวจสอบได้
ในขณะเดียวกัน การเร่งรัดก็ต้องไม่กลายเป็นการตัดสิทธิผู้ถูกกล่าวหา
ทางออกจึงไม่ใช่ “รีบฟ้องให้หมด” แต่คือ
รีบพิจารณาให้เสร็จ
เปิดเหตุผลให้สังคมตรวจสอบ
ส่งรายที่หลักฐานถึงให้ศาล
ยุติรายที่หลักฐานไม่ถึงพร้อมคำอธิบาย
และให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดในข้อพิพาทที่ควรเข้าสู่กระบวนการตุลาการ
จากวันวานถึงวันนี้ — ไทม์ไลน์สั้นที่สุด
2567 — เลือก สว.แบบเลือกกันเอง เกิดข้อร้องเรียนเรื่องจัดตั้งผู้สมัคร โพย และ Block Vote.
ต้น 2568 — DSI เริ่มตรวจสอบ ก่อนเปิดคดีพิเศษที่ 24/2568 ในประเด็นฟอกเงินและความผิดเกี่ยวเนื่อง.
มีนาคม–กรกฎาคม 2568 — คณะสืบสวนและไต่สวน กกต.ชุด 26 รวบรวมหลักฐานและท้ายที่สุดมีความเห็นให้ดำเนินคดี 229 ราย.
12 มีนาคม 2569 — คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุด 36 มีมติ 5 ต่อ 2 ว่าข้อกล่าวหา 229 รายไม่มีมูล แต่เป็นเพียงความเห็นเสนอ กกต.ชุดใหญ่.
มิถุนายน 2569 — สำนักงาน กกต.เข้าสู่การทบทวนโดยวางกรอบพิจารณาประมาณ 12 สัปดาห์.
สิงหาคม 2569 — กกต.ระบุว่าการพิจารณารายละเอียดควรแล้วเสร็จภายในเดือนนี้ ก่อน กกต.ชุดใหญ่นัดลงมติ.
16 สิงหาคม 2569 — นักกฎหมาย 53 รายยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กกต.เร่งดำเนินการและเปิดทางให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย.
17 สิงหาคม 2569 — คดี 229 ราย ยังไม่มีมติสุดท้ายของ กกต.ชุดใหญ่ และยังไม่ถูกส่งเข้าสู่ศาลฎีกาในภาพรวม
คำถามสุดท้ายถึง กกต.
ประชาชนอาจไม่ได้ต้องการให้ กกต.ตัดสินตามกระแส
แต่ประชาชนมีสิทธิเรียกร้องให้ กกต.ตัดสิน ทันเวลา โปร่งใส อธิบายได้ และใช้มาตรฐานเดียวกับทุกคน
เพราะหากหลักฐานไม่พอ
ก็ต้องกล้าบอกว่าไม่พอ พร้อมแสดงเหตุผล
หากหลักฐานเพียงพอ
ก็ต้องกล้าส่งศาล ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะมีตำแหน่งหรือสัมพันธ์กับใคร
และถ้าหลักฐานมีข้อถกเถียงที่สมควรให้ตุลาการวินิจฉัย
การส่งเรื่องเข้าสู่ศาลไม่ใช่การลงโทษผู้ถูกกล่าวหา
แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายพิสูจน์ความจริงภายใต้กระบวนการที่มีคำตัดสินเป็นที่สุด
อย่าให้ความยุติธรรมถูกตั้งคำถามเพียงเพราะเวลาผ่านไปนานเกินกว่าที่ประชาชนจะเข้าใจได้
สิ่งที่สังคมรอวันนี้จึงไม่ใช่คำตอบว่า
“ฝ่ายไหนชนะ”
แต่คือคำตอบว่า
กฎหมายของประเทศนี้ สามารถเดินไปถึงทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกันได้หรือไม่
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
#PTANewsNetwork #พีทีเอนิวส์ #ฮั้วสว #คดีฮั้วสว #กกต #DSI #สมาชิกวุฒิสภา #BlockVote #การเลือกสว2567 #กระบวนการยุติธรรม #ความยุติธรรม #เกาะข่าวเด่น #ข่าวการเมือง #ตรวจสอบอำนาจ
มหากาพย์ที่ดินเขากระโดง
เจาะมหากาพย์ “เขากระโดง”
จากที่ดินรถไฟสู่ศึก 995 แปลง — วันนี้ความยุติธรรมเดินถึงไหนแล้ว?
17 สิงหาคม 2569 | สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
บุรีรัมย์ — ปมพิพาทที่ดิน “เขากระโดง” อำเภอเมืองบุรีรัมย์ เป็นหนึ่งในข้อพิพาทที่ดินของรัฐซึ่งยืดเยื้อยาวนานที่สุดเรื่องหนึ่งของไทย และกลับมาร้อนแรงอีกครั้งในวันนี้ หลังศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ นายเนวิน ชิดชอบ เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและแจ้งความเท็จ ซึ่งมีที่มาจากการกล่าวหาเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินบริเวณเขากระโดง.
แต่ต้องแยกให้ชัดตั้งแต่ต้นว่า คดีที่ศาลไต่สวนวันนี้ไม่ใช่คดีตัดสินว่าใครเป็นเจ้าของที่ดินเขากระโดง และไม่ได้เป็นการพิพากษาว่านายเนวินบุกรุกที่ดินหรือไม่ เป็นเพียงการพิจารณาเบื้องต้นว่าคดีหมิ่นประมาทและแจ้งความเท็จที่นายเนวินยื่นฟ้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มีมูลเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาต่อหรือไม่.
จุดเริ่มต้นของเขากระโดง ย้อนไปกว่าร้อยปี
ต้นเรื่องย้อนกลับไปถึงปี พ.ศ. 2462 เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสำหรับสร้างทางรถไฟหลวงสายตะวันออกเฉียงเหนือ จากนครราชสีมาไปอุบลราชธานี จากนั้นในปี พ.ศ. 2465 มีพระราชกฤษฎีกาจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์สำหรับกิจการรถไฟ รวมถึงทางแยกจากสถานีบุรีรัมย์ไปยังบริเวณย่อยศิลาเขากระโดง ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร.
การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. อ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่บริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะช่วงกิโลเมตรที่ 4 ถึง 8 ซึ่งมีความกว้างจากแนวทางรถไฟด้านละประมาณ 1,000 เมตร รวมพื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงราว 5,083 ไร่.
เมื่อเวลาผ่านไป มีประชาชนเข้าครอบครองและได้รับเอกสารสิทธิในพื้นที่จำนวนมาก จนเกิดข้อพิพาทว่าเอกสารสิทธิเหล่านั้นออกทับที่ดินของการรถไฟหรือไม่
คดีสำคัญปี 2557–2560 จุดที่ฝ่าย รฟท.ยืนยันว่าศาลชี้กรรมสิทธิ์แล้ว
หนึ่งในคดีสำคัญเกิดจากประชาชน 35 รายที่ยื่นขอออกโฉนดหลายแปลง ก่อน รฟท.เข้าคัดค้าน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำพิพากษาในปี 2557 และต่อมาคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842–876/2560 ซึ่งเป็นหนึ่งในคำพิพากษาหลักที่ รฟท.นำมาอ้างสนับสนุนสิทธิในที่ดินเขากระโดง.
นอกจากนี้ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2561 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ 1112/2563 เกี่ยวกับที่ดินในบริเวณเดียวกัน.
ตรงนี้เองที่เกิด “ความเห็นทางกฎหมายสองฝั่ง”
ฝ่ายการรถไฟ เห็นว่าคำพิพากษาเหล่านี้ยืนยันหลักสำคัญว่าพื้นที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟท.
แต่ กรมที่ดิน ยืนยันว่าคำพิพากษาดังกล่าวมีผลโดยตรงกับคู่ความและที่ดินซึ่งเป็นประเด็นในคดีนั้น ไม่สามารถนำไปเพิกถอนเอกสารสิทธิของบุคคลอีกจำนวนมากทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เพราะเจ้าของที่ดินแต่ละรายต้องมีสิทธิต่อสู้พิสูจน์สิทธิของตน.
นี่คือรอยแยกทางกฎหมายที่ทำให้เรื่องไม่จบ แม้จะมีคำพิพากษาศาลแล้วก็ตาม
ปี 2566 ศาลปกครองกลางชี้ “กรมที่ดินละเลยหน้าที่”
วันที่ 30 มีนาคม 2566 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีที่ รฟท.ฟ้องกรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน โดยศาลเห็นว่ากรมที่ดิน ละเลยต่อหน้าที่ในการดำเนินการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และสั่งให้อธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวน.
สาระสำคัญของคำพิพากษานี้ไม่ใช่การสั่ง “เพิกถอนโฉนด 995 แปลงทันที” แต่เป็นการบังคับให้กรมที่ดินเข้าสู่กระบวนการสอบสวนอย่างเป็นทางการ
กรมที่ดินจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 เพื่อตรวจสอบเอกสารสิทธิ 995 แปลง ว่าออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่.
ผลสอบกลับออกมาว่า “ไม่เพิกถอน 995 แปลง”
หลังสอบสวน คณะกรรมการเห็นว่า ยังไม่มีพยานหลักฐานชัดเพียงพอที่จะสรุปว่าเอกสารสิทธิทั้ง 995 แปลงออกโดยไม่ชอบ โดยให้เหตุผลสำคัญเรื่องแนวเขตที่ดินของ รฟท.และหลักฐานทางแผนที่ที่ยังมีข้อโต้แย้ง
อธิบดีกรมที่ดินเห็นชอบกับผลสอบ และมีคำสั่ง ยุติเรื่อง ไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ 995 แปลง.
รฟท.อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่ฝ่ายกระทรวงมหาดไทยเห็นว่าคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินชอบด้วยกฎหมาย จึงยกอุทธรณ์.
ตรงนี้ทำให้ข้อพิพาทเข้าสู่รอบใหม่
รฟท.ฟ้องกรมที่ดินอีกครั้ง คดีหมายเลขดำ 395/2568
วันที่ 14 มีนาคม 2568 รฟท.ยื่นฟ้องกรมที่ดิน อธิบดีกรมที่ดิน และปลัดกระทรวงมหาดไทยต่อศาลปกครองกลาง เป็น คดีหมายเลขดำที่ 395/2568
ข้อเรียกร้องสำคัญมี 4 ประเด็น ได้แก่
1. ขอเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ยุติเรื่อง
2. ขอเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของปลัดกระทรวงมหาดไทย
3. ขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ 995 แปลง
4. ขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิอื่นที่ออกทับแนวเขตที่ รฟท.อ้างกรรมสิทธิ์.
ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้องในข้อ 3 และ 4 เนื่องจากเห็นว่ามีประเด็นเกี่ยวพันกับคดีเดิมและกระบวนการพิสูจน์สิทธิ แต่ประเด็นเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา.
รฟท.ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดในส่วนที่ศาลปกครองกลางไม่รับฟ้อง.
รฟท.เปลี่ยนเกม — ฟ้องเจ้าของที่ดิน “รายแปลง”
เมื่อการเพิกถอนพร้อมกัน 995 แปลงยังติดข้อกฎหมาย รฟท.จึงเดินหน้าอีกเส้นทางหนึ่ง คือ ฟ้องเจ้าของหรือผู้ครอบครองเป็นรายแปลงต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์
ข้อมูลกรมที่ดิน ณ วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า รฟท.ฟ้องแล้ว 24 คดี ครอบคลุมที่ดิน 108 แปลง และศาลจังหวัดบุรีรัมย์ได้ให้สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์และผู้เชี่ยวชาญกรมแผนที่ทหารร่วมรังวัดทำแผนที่ประกอบคดี.
ข้อมูลจากเอกสารคำฟ้องที่สำนักข่าวอิศราตรวจสอบพบว่า ใน 24 คดีดังกล่าว มีคดีที่เกี่ยวข้องกับ นางกรุณา ชิดชอบและบุคคลอื่น รวมถึงบริษัทเอกชน และมีคดีหนึ่งที่ รฟท.ฟ้อง นายเนวิน ชิดชอบ โดยตรง.
ในคดีหมายเลขดำ พ.940/2568 รฟท.ขอให้ศาลเพิกถอนเอกสารสิทธิของนายเนวิน 4 แปลง และเรียกค่าเสียหายประมาณ 5.1 ล้านบาท โดยข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นข้อเรียกร้องของโจทก์ที่ยังต้องพิสูจน์ในศาล.
ดังนั้น ห้ามเขียนว่าศาลสั่งนายเนวินคืนที่ดิน 4 แปลงแล้ว เพราะยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีชุดนี้
แล้ววันนี้ 17 สิงหาคมเกิดอะไรขึ้น?
วันนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เดินทางมาศาลจังหวัดบุรีรัมย์ตามนัดไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่นายเนวินเป็นโจทก์ฟ้องข้อหา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและแจ้งความเท็จ
การไต่สวนใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมง ก่อน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ออกจากศาลในเวลาประมาณ 12.40 น. และให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อสู้คดี.
ณ เวลาที่ตรวจสอบล่าสุด ยังไม่มีรายงานว่าศาลมีคำสั่งชี้ขาดขั้นสุดท้ายในคดีหมิ่นประมาทนี้ ว่าจะประทับรับฟ้องหรือยกฟ้อง จึงต้องรอคำสั่งหรือวันนัดครั้งต่อไปจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์.
และต้องย้ำอีกครั้งว่า ถึงศาลจะรับหรือไม่รับฟ้องคดีนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าศาลได้ตัดสินกรรมสิทธิ์เขากระโดง
แล้ว “ความยุติธรรม” วันนี้เราเห็นหรือยัง?
หากถามว่า กระบวนการยุติธรรมทำงานหรือยัง — คำตอบคือทำงานแล้ว
มีทั้งคำพิพากษาศาลฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลปกครอง การตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61 การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง การฟ้องศาลปกครองใหม่ และการฟ้องพิสูจน์สิทธิเป็นรายแปลงต่อศาลยุติธรรม.
แต่หากถามว่า “ความยุติธรรมในข้อพิพาทเขากระโดงได้ข้อยุติแล้วหรือยัง” — คำตอบคือ ยัง
เหตุผลมีอย่างน้อย 3 ชั้น
ชั้นแรก — คำพิพากษาเดิมมีอยู่จริง แต่ขอบเขตผลของคำพิพากษายังถูกตีความต่างกัน
รฟท.มองว่าเนื้อหาคำพิพากษาชี้หลักกรรมสิทธิ์ชัด ขณะที่กรมที่ดินมองว่าผลผูกพันไม่อาจขยายไปถึงเจ้าของเอกสารสิทธิทั้ง 995 แปลงโดยอัตโนมัติ.
ชั้นที่สอง — เจ้าของที่ดินแต่ละรายมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดี
หลักนิติรัฐไม่สามารถเพิกถอนโฉนดของบุคคลจำนวนมากเพียงเพราะอยู่บริเวณเดียวกันโดยไม่เปิดโอกาสให้พิสูจน์ที่มาและสิทธิของแต่ละแปลง หากข้อเท็จจริงของแต่ละแปลงแตกต่างกัน นี่เป็นเหตุผลหลักของกรมที่ดินในการผลักภาระการพิสูจน์กลับไปยังศาล.
ชั้นที่สาม — รัฐเองก็มีหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์สินสาธารณะ
ในทางกลับกัน หากศาลวินิจฉัยถึงที่สุดว่าแปลงใดเป็นที่ดินของรัฐหรือของ รฟท. หน่วยงานรัฐก็มีหน้าที่ต้องบังคับใช้คำพิพากษาอย่างจริงจัง ไม่ว่าผู้ครอบครองจะเป็นประชาชนทั่วไป นักธุรกิจ หรือบุคคลที่มีอำนาจทางการเมือง
ดังนั้น ปม “ความยุติธรรม” ที่ประชาชนกำลังตั้งคำถาม ไม่ใช่เพียงว่า ฝ่ายไหนจะชนะ แต่คือ
คนธรรมดาและคนมีอำนาจจะถูกใช้มาตรฐานกฎหมายเดียวกันหรือไม่
คำพิพากษาที่ถึงที่สุดจะได้รับการบังคับใช้อย่างเสมอภาคหรือไม่
และเจ้าของเอกสารสิทธิที่ได้รับจากรัฐจะได้รับโอกาสพิสูจน์สิทธิอย่างเป็นธรรมเพียงใด
PTA วิเคราะห์
คดีเขากระโดงไม่ควรถูกลดรูปเป็นเพียงการต่อสู้ระหว่าง “การรถไฟ” กับ “ตระกูลการเมือง” เพราะในพื้นที่ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ถือเอกสารสิทธิซึ่งออกโดยหน่วยงานรัฐ และชีวิตความเป็นอยู่ของคนเหล่านั้นผูกพันกับผลของคดี
ในขณะเดียวกัน การมีเอกสารสิทธิที่ออกโดยรัฐก็ไม่ได้หมายความว่าเอกสารนั้นจะไม่มีวันถูกเพิกถอนได้ หากพิสูจน์ภายหลังว่าออกทับที่ดินของรัฐโดยไม่ชอบ
ทางออกที่มีน้ำหนักที่สุดจึงไม่ใช่คำกล่าวหาทางการเมือง แต่คือ แผนที่ พยานเอกสาร ประวัติการได้มาของที่ดิน การรังวัด และคำพิพากษาของศาลในแต่ละแปลง
จนถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ความจริงทางกฎหมายของ “995 แปลง” ยังไม่ได้ถูกศาลวินิจฉัยพร้อมกันทั้งหมด
สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือ ศาลกำลังถูกใช้เป็นพื้นที่พิสูจน์สิทธิทีละคดี ทีละแปลง
นั่นอาจช้า และอาจทำให้ประชาชนตั้งคำถามว่าทำไมข้อพิพาทที่กินเวลาหลายสิบปีจึงยังไม่จบ แต่ในทางกฎหมาย การตัดสิทธิในทรัพย์สินของใครจำเป็นต้องผ่านกระบวนการที่แต่ละฝ่ายสามารถนำพยานเข้าสู้กันได้อย่างเต็มที่
สถานะล่าสุด ณ 17 สิงหาคม 2569
พื้นที่พิพาท: ประมาณ 5,083 ไร่
เอกสารสิทธิที่เป็นประเด็น: ประมาณ 995 แปลง
คำสั่งกรมที่ดิน: ไม่เพิกถอนพร้อมกันทั้ง 995 แปลง
คดีปกครอง: รฟท.ฟ้องกรมที่ดินและกระทรวงมหาดไทย ยังมีขั้นตอนคดีต่อเนื่อง
คดีแพ่งรายแปลง: รฟท.ฟ้องแล้วอย่างน้อย 24 คดี ครอบคลุม 108 แปลง และยังอยู่ระหว่างพิจารณา
คดีเกี่ยวกับนายเนวิน: มีคดีแพ่งที่ รฟท.ขอเพิกถอนเอกสารสิทธิ 4 แปลงและเรียกค่าเสียหาย ซึ่งยังไม่ถึงที่สุด
คดีวันนี้: นายเนวินฟ้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและแจ้งความเท็จ อยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง — ไม่ใช่คดีชี้กรรมสิทธิ์เขากระโดง.
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
#PTANewsNetwork #พีทีเอนิวส์ #เขากระโดง #ที่ดินเขากระโดง #การรถไฟแห่งประเทศไทย #กรมที่ดิน #บุรีรัมย์ #เนวินชิดชอบ #เสรีพิศุทธ์ #คดีที่ดิน #กระบวนการยุติธรรม #เกาะข่าวเด่น

