รายการคนต้นแบบ พีทีเอนิวส์
คนต้นแบบ ตอนที่ 1 พ.ต.อ.พินิจ ประสิทธิ์เขตกิจ หรือ พี่บิ๊ก พินิจ นายตำรวจที่ดำรงตนดั่งน้ำครึ่งแก้ว
รายการข่าว “คนต้นแบบ” ตอนที่ 1
พันตำรวจเอก พินิจ ประสิทธิ์เขตกิจ — นายตำรวจผู้ดำรงตนดั่ง “น้ำครึ่งแก้ว”
เปิดเรื่องราวชีวิตและเส้นทางรับราชการของ พันตำรวจเอก พินิจ ประสิทธิ์เขตกิจ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ นายตำรวจที่ยึดแนวคิดสำคัญในการดำเนินชีวิตว่า “จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต” เพราะไม่ว่าจะมีประสบการณ์ ยศ หรือตำแหน่งสูงเพียงใด ชีวิตยังมีสิ่งใหม่ให้เรียนรู้ และยังมีเสียงของประชาชนที่ต้องรับฟังเสมอ
จากตำรวจนักปฏิบัติ สู่ผู้บังคับบัญชาที่ให้ความสำคัญกับประชาชน ท่านยังเลือกเรียนรู้การสื่อสารในโลกยุคใหม่ ถ่ายทอดความรู้ด้านกฎหมาย เตือนภัย และแบ่งปันประสบการณ์ผ่านสื่อออนไลน์ในชื่อ “พี่บิ๊ก พินิจ” จนได้รับ รางวัล “โฆษกยกนิ้ว” จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และในช่วงปลายชีวิตราชการยังได้รับ “รางวัลผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แห่งชาติ” จากผลงานด้านการสร้างคุณงามความดีและประโยชน์แก่สังคม
นอกเหนือจากชีวิตราชการ ยังมีอีกบทบาทที่มีความหมายไม่แพ้กัน คือบทบาทของ สามีและพ่อ ผู้ร่วมกับครอบครัวประคับประคองและส่งเสริมอนาคตของลูกสาวและลูกชาย จนสามารถ ส่งลูกทั้งสองคนถึงประตูเส้นชัย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโททั้งคู่ อีกหนึ่งความสำเร็จที่ไม่มีดาวบนบ่าหรือถ้วยรางวัลใดสามารถทดแทนความภาคภูมิใจของคนเป็นพ่อได้
ก่อนถึงวันวางเครื่องแบบและส่งต่อหน้าที่ให้คนรุ่นหลัง “คนต้นแบบ” ตอนแรก จึงขอพาไปทำความรู้จักตัวตน แนวคิด ครอบครัว เกียรติยศ และอุดมการณ์ของนายตำรวจคนหนึ่ง ผู้เชื่อว่า ยิ่งเติบโต ยิ่งต้องเรียนรู้ ยิ่งมีตำแหน่ง ยิ่งต้องรับฟัง และยิ่งมีอำนาจหน้าที่ ยิ่งต้องใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน
เพราะยศมีวันเกษียณ ตำแหน่งมีวันส่งต่อ
แต่ความดีและหัวใจของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่มีวันเกษียณ
ติดตาม รายการข่าว “คนต้นแบบ” ตอนที่ 1
พันตำรวจเอก พินิจ ประสิทธิ์เขตกิจ
“นายตำรวจผู้ดำรงตนดั่งน้ำครึ่งแก้ว”
พีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
#คนต้นแบบ #พินิจประสิทธิ์เขตกิจ #พี่บิ๊กพินิจ #น้ำครึ่งแก้ว #จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต #ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ #โฆษกยกนิ้ว #ตำรวจเพื่อประชาชน #ข้าราชการน้ำดี #PTANewsNetwork #ข่าวตำรวจ #บุคคลต้นแบบ #ตำรวจน้ำดี
คนต้นแบบคนที่2 พ.ต.อ.สุริยันต์ พุฒแก้ว ต้นแบบนักกฏหมายที่สง่างาม บนพื้นฐานคุณธรรม ยุติธรรม และความจริง
คนต้นแบบ ตอนที่ 2 “ต้นแบบของนักกฎหมาย”
พันตำรวจเอก สุริยันต์ พุฒแก้ว
อดีตรองผู้กำกับการสอบสวน สถานีตำรวจภูธรทุ่งมน จังหวัดสุรินทร์
ตำรวจน้ำดีบนเส้นทางนักกฎหมาย
ในสังคมที่ทุกคนพูดถึงคำว่า “ความยุติธรรม”
มีคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน
ใครคือคนที่ต้องทำให้ความยุติธรรมนั้นเกิดขึ้นจริง?
ตำรวจ...
พนักงานสอบสวน...
อัยการ...
ทนายความ...
ผู้พิพากษา...
หรือประชาชน?
ความจริงแล้ว กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยคนเพียงคนเดียว หรือวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง
แต่ต้องเกิดจากคนทุกฝ่ายที่เคารพข้อเท็จจริง เคารพสิทธิของผู้อื่น และที่สำคัญที่สุด คือ เคารพกฎหมาย
วันนี้ ทีมงานสำนักข่าวพีทีเอนิวส์
จะพาทุกท่านไปรู้จักเรื่องราวของอดีตนายตำรวจคนหนึ่ง
ชายผู้ผ่านชีวิตในเครื่องแบบ ผ่านระบบราชการ ผ่านการทำงานในหลายพื้นที่ และผ่านประสบการณ์ในกระบวนการยุติธรรม
ก่อนนำความรู้ที่สะสมมาทั้งชีวิตออกมาถ่ายทอดให้ประชาชน
เขาคือ...
พันตำรวจเอก สุริยันต์ พุฒแก้ว
อดีตรองผู้กำกับการสอบสวน สถานีตำรวจภูธรทุ่งมน จังหวัดสุรินทร์
จากผู้พิทักษ์สันติราษฎร์...
สู่เส้นทางของนักกฎหมาย
และนี่คือเรื่องราวของ
“ตำรวจน้ำดีบนเส้นทางนักกฎหมาย”
จากระโนด สงขลา สู่ชีวิตในเครื่องแบบ
ก่อนจะมีคำว่า “พันตำรวจเอก” นำหน้าชื่อ
ก่อนจะเป็นอดีตรองผู้กำกับการสอบสวน
และก่อนที่ประชาชนในโลกออนไลน์จะรู้จักเขาในฐานะผู้ให้ความรู้ด้านกฎหมาย
จุดเริ่มต้นของชีวิตอยู่ไกลออกไปทางภาคใต้ของประเทศไทย
อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา
พื้นที่ที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับชุมชน ท้องนา ทะเลสาบสงขลา และวัฒนธรรมของผู้คนบนคาบสมุทรสทิงพระ
จากข้อมูลประวัติที่ได้รับมา ครอบครัวของสุริยันต์เป็นครอบครัวที่มีสมาชิกเดินอยู่บนเส้นทางกฎหมาย โดยมีพี่ชายประกอบวิชาชีพในกระบวนการยุติธรรมในฐานะอัยการ
ส่วนสุริยันต์เลือกเส้นทางอีกด้านหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม
ตำรวจ
จากชายหนุ่มชาวระโนด วันหนึ่งเขาต้องออกเดินทางจากบ้านเกิด
เข้าสู่โลกของเครื่องแบบ ระเบียบ วินัย การบังคับบัญชา และความรับผิดชอบ
ชีวิตตำรวจไม่ได้มีเพียงภาพการจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างที่ประชาชนเห็นในข่าว
แต่ตำรวจหนึ่งคนอาจต้องผ่านทั้งงานป้องกันเหตุ งานปราบปราม งานสอบสวน งานอำนวยการ และการแก้ปัญหาให้ประชาชน
บางวันต้องพบผู้เสียหาย
บางวันต้องพบผู้ต้องหา
บางวันต้องอยู่กับครอบครัวที่สูญเสียคนรัก
และบางวันอาจต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่คำตอบระหว่าง “ถูก” กับ “ผิด” ไม่ได้ง่ายอย่างที่ปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษ
ประสบการณ์เหล่านั้นค่อย ๆ หล่อหลอมความคิดของนายตำรวจที่ชื่อ
สุริยันต์ พุฒแก้ว
เส้นทางราชการที่ผ่านหลายพื้นที่
หลักฐานคำสั่งแต่งตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจภูธรภาค 3 ทำให้เราสามารถต่อภาพชีวิตราชการในช่วงหนึ่งของเขาได้
ในปีพุทธศักราช 2562
ขณะดำรงยศ พันตำรวจโท
สุริยันต์ พุฒแก้ว ดำรงตำแหน่ง สารวัตรฝ่ายอำนวยการ ตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ
ก่อนจะได้รับแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่ง สารวัตรอำนวยการ สถานีตำรวจภูธรปราสาท จังหวัดสุรินทร์
จากอำนาจเจริญ...
สู่สุรินทร์
ต่อมาในปีพุทธศักราช 2563
ชื่อของ พันตำรวจโท สุริยันต์ พุฒแก้ว ปรากฏอีกครั้งในตำแหน่ง สารวัตรฝ่ายอำนวยการ ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา
ก่อนจะได้รับแต่งตั้งไปเป็น สารวัตรอำนวยการ สถานีตำรวจภูธรขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ
นครราชสีมา...
ศรีสะเกษ...
สุรินทร์...
อำนาจเจริญ...
แต่ละพื้นที่มีบริบทต่างกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือทุกพื้นที่มีประชาชนที่ต้องการความปลอดภัย และต้องการความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ก้าวสำคัญสู่ “รองผู้กำกับการสอบสวน”
ปีพุทธศักราช 2564 ถือเป็นอีกจุดสำคัญของเส้นทางราชการ
เมื่อ พันตำรวจโท สุริยันต์ พุฒแก้ว ได้รับการแต่งตั้งขึ้นสู่ตำแหน่งระดับ รองผู้กำกับการสอบสวน
และต่อมาปรากฏชื่อในตำแหน่ง
รองผู้กำกับการสอบสวน สถานีตำรวจภูธรทุ่งมน จังหวัดสุรินทร์
คำว่า “สอบสวน” อาจมีเพียงไม่กี่พยางค์
แต่เบื้องหลังคำนี้ คือหนึ่งในหน้าที่ที่มีผลต่อชีวิตของคนอย่างมหาศาล
เพราะเมื่อเกิดคดีอาญาขึ้น
คนที่ต้องเริ่มรวบรวมข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้น คือพนักงานสอบสวน
รับคำร้องทุกข์
ตรวจสถานที่เกิดเหตุ
สอบปากคำ
รวบรวมเอกสาร
ติดตามพยาน
ประสานผลตรวจทางวิทยาศาสตร์
รวบรวมพยานหลักฐานทั้งที่เป็นคุณและเป็นโทษ
พิจารณาข้อกล่าวหา
และจัดทำสำนวนเพื่อเข้าสู่กระบวนการในขั้นตอนต่อไป
ความผิดพลาดเพียงบางจุดอาจเปลี่ยนชีวิตของคนคนหนึ่งได้
ผู้กระทำผิดอาจหลุดพ้นจากกระบวนการ
หรือในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริสุทธิ์อาจต้องเผชิญกับความเสียหายที่เขาไม่ควรได้รับ
เพราะฉะนั้น คนทำงานสอบสวนจึงไม่ได้ต้องการเพียงความรู้กฎหมาย
แต่ต้องมี ความละเอียด ความรอบคอบ ความเป็นกลาง และความกล้าที่จะยืนอยู่กับข้อเท็จจริง
เมื่อพยานหลักฐานสำคัญกว่าความรู้สึก
ประสบการณ์ในงานสอบสวนทำให้เห็นความจริงอย่างหนึ่ง
ในกระบวนการยุติธรรม...
เราไม่สามารถตัดสินคนด้วยความรู้สึก
ไม่สามารถกล่าวหาคนเพราะเราไม่ชอบเขา
และไม่สามารถทำให้ใครกลายเป็นผู้กระทำผิด เพียงเพราะสังคมส่วนใหญ่เชื่อว่าเขาผิด
สิ่งที่ต้องตอบคำถามให้ได้คือ
พยานหลักฐานอยู่ที่ไหน?
เพราะหน้าที่ของนักกฎหมายไม่ใช่การวิ่งตามกระแส
แต่คือการแยก
ข้อเท็จจริง...
ออกจากข้อกล่าวหา
แยกความสงสัย...
ออกจากพยานหลักฐาน
และแยกความคิดเห็น...
ออกจากข้อกฎหมาย
นี่คือหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรม
เมื่อคนที่ถูกกล่าวหา สวมเครื่องแบบเดียวกัน
หนึ่งในเรื่องราวจากประสบการณ์ชีวิตตำรวจของพันตำรวจเอก สุริยันต์ พุฒแก้ว ที่ถูกถ่ายทอดไว้ คือเหตุการณ์เกี่ยวกับ คดีปล้นทรัพย์หญิงสาวสองคนในพื้นที่สถานีตำรวจภูธรธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้แตกต่างจากคดีทั่วไป คือมี เจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะผู้ถูกกล่าวหา
ลองคิดดูว่า...
สำหรับตำรวจคนหนึ่ง
การจับกุมผู้กระทำความผิดที่เป็นประชาชน อาจเป็นสิ่งที่ต้องพบเจอตลอดชีวิตราชการ
แต่ถ้าวันหนึ่ง...
คนที่ต้องถูกดำเนินคดี กลับเป็นตำรวจด้วยกัน
คนที่สวมเครื่องแบบแบบเดียวกัน
อยู่ในองค์กรเดียวกัน
คำถามที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงว่า
“ใครทำผิด?”
แต่คือ
“เมื่อคนของเราเองถูกกล่าวหาว่าทำผิด เราจะกล้าดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่?”
หลักการของกระบวนการยุติธรรมมีคำตอบเพียงอย่างเดียว
ถ้ามีพยานหลักฐานเพียงพอ
ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร
ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
เพราะเครื่องแบบตำรวจไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องคนทำผิด
เครื่องแบบมีไว้เพื่อรับใช้และปกป้องประชาชน
และตำรวจที่ทำผิดกฎหมาย ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทุกคน
เรื่องราวการปราบปราม “แก๊งลูกหมู”
อีกหนึ่งประสบการณ์ที่มีการกล่าวถึง คือการทำงานเกี่ยวกับขบวนการที่เรียกกันว่า “แก๊งลูกหมู”
คำว่า “แก๊งลูกหมู” ปรากฏอยู่ในงานศึกษาเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติและการลักลอบนำคนเข้าเมือง
เป็นคำที่ใช้เรียกขบวนการซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายบุคคลข้ามประเทศอย่างผิดกฎหมาย และในบางรูปแบบเชื่อมโยงกับการใช้หรือจัดหาเอกสารเดินทางปลอม เพื่อส่งคนต่อไปยังประเทศที่สาม
การรับมืออาชญากรรมลักษณะนี้แตกต่างจากคดีทั่วไป
เพราะไม่ได้มีเพียงผู้ต้องหาคนเดียว
แต่เป็นเครือข่าย
มีผู้จัดหา
ผู้ประสาน
ผู้พาเดินทาง
ผู้จัดหาที่พัก
ผู้จัดทำหรือจัดหาเอกสาร
และอาจเชื่อมโยงหลายพื้นที่
ประสบการณ์เกี่ยวกับคดีประเภทนี้จึงทำให้ตำรวจต้องมองอาชญากรรมมากกว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้า
ต้องมองให้เห็น โครงสร้างของขบวนการ
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเฉพาะเกี่ยวกับบทบาทของพันตำรวจเอก สุริยันต์ในคดีดังกล่าว ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข่าวและเอกสารเก่าเพิ่มเติม
เพราะรายการ “คนต้นแบบ” ต้องการบันทึกเรื่องราวจาก ข้อเท็จจริง ไม่ใช่สร้างเรื่องราวให้บุคคลดูยิ่งใหญ่เกินความจริง
จากผู้ใช้กฎหมาย สู่ผู้ให้ความรู้กฎหมาย
เมื่อผ่านประสบการณ์ในชีวิตตำรวจมาหลายปี
อีกด้านหนึ่งของสุริยันต์เริ่มชัดขึ้น
นั่นคือความสนใจในศาสตร์ของ กฎหมาย
จากผู้บังคับใช้กฎหมาย...
สู่คนที่ศึกษา วิเคราะห์ และอธิบายกฎหมาย
วันนี้ชื่อ พันตำรวจเอก สุริยันต์ พุฒแก้ว จึงปรากฏในอีกบทบาท
บทบาทของนักกฎหมายและผู้เผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายผ่านสื่อสังคมออนไลน์
สิ่งที่ทำให้การอธิบายกฎหมายของอดีตตำรวจแตกต่างออกไป คือเขาเคยมองกฎหมายจากอีกด้านหนึ่งมาก่อน
รู้ว่าตำรวจทำงานอย่างไร
รู้ว่าพนักงานสอบสวนต้องเผชิญอะไร
รู้ว่าการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่มีขอบเขตอยู่ตรงไหน
และรู้ด้วยว่า ประชาชนที่ไม่รู้กฎหมายสามารถเสียเปรียบได้อย่างไร
เรื่องใกล้ตัวที่ประชาชนควรรู้
การจับกุมทำได้เมื่อใด?
การค้นรถต้องมีเหตุอย่างไร?
เจ้าหน้าที่สามารถเรียกตรวจประชาชนได้แค่ไหน?
การตั้งจุดตรวจต้องดำเนินการอย่างไร?
ถ้าเจ้าหน้าที่ขอตรวจค้น ประชาชนควรปฏิบัติตัวอย่างไร?
เมื่อถูกกล่าวหา เรามีสิทธิอะไร?
เมื่อเป็นผู้เสียหาย เราควรเริ่มต้นดำเนินคดีอย่างไร?
นี่คือคำถามทางกฎหมายที่ดูเหมือนธรรมดา
แต่สำหรับคนที่กำลังเผชิญเหตุการณ์จริง คำตอบของแต่ละคำถามอาจมีความหมายอย่างมาก
การให้ประชาชนรู้สิทธิ จึงไม่ใช่การสอนประชาชนให้ต่อต้านเจ้าหน้าที่
และไม่ใช่การสอนให้หลีกเลี่ยงกฎหมาย
ตรงกันข้าม
ประชาชนที่รู้สิทธิของตนเอง ย่อมสามารถปฏิบัติต่อเจ้าหน้าที่อย่างถูกต้อง
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ที่รู้ขอบเขตอำนาจของตนเอง ย่อมสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างชอบธรรม
เมื่อทั้งสองฝ่ายรู้กฎหมาย
ความขัดแย้งก็มีโอกาสลดลง
วิพากษ์ตำรวจ ไม่ได้แปลว่าเกลียดตำรวจ
การออกมาอธิบายหรือวิพากษ์การใช้อำนาจของตำรวจ ย่อมมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
บางคนชื่นชม
บางคนตั้งคำถาม
ตำรวจผู้ปฏิบัติงานบางคนอาจมีมุมมองต่างออกไป
แต่ความเห็นต่างไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นศัตรู
เพราะการวิพากษ์บนพื้นฐานของข้อกฎหมาย สามารถทำให้องค์กรพัฒนาได้
และในทางกลับกัน ผู้วิพากษ์ก็ต้องเปิดใจรับข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเช่นเดียวกัน
การตรวจสอบตำรวจจึงไม่ควรมีเป้าหมายเพื่อทำลายตำรวจ
แต่ควรมีเป้าหมายเพื่อทำให้ตำรวจที่ทำหน้าที่โดยสุจริต สามารถยืนอยู่ได้อย่างสง่างาม
และทำให้คนที่ใช้อำนาจนอกกรอบ ไม่สามารถใช้เครื่องแบบเป็นเกราะกำบังตนเอง
ความหมายของคำว่า “ตำรวจน้ำดี”
ตำรวจน้ำดี...
ไม่ใช่ตำรวจที่ไม่เคยผิดพลาด
ไม่ใช่ตำรวจที่ไม่เคยถูกวิจารณ์
และไม่ใช่ตำรวจที่มีแต่คนชื่นชม
แต่ตำรวจน้ำดี คือคนที่เมื่อพบความผิดพลาดแล้วกล้ายอมรับ
เมื่อพบความไม่ถูกต้องแล้วกล้าทักท้วง
เมื่อประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้วกล้ารับฟัง
และเมื่อคนในองค์กรเดียวกันถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด
ก็ไม่เอาความเป็นพวกเดียวกันไปอยู่เหนือกฎหมาย
เพราะศักดิ์ศรีของตำรวจไม่ได้เกิดจากดาวบนบ่า
แต่เกิดจากความไว้วางใจของประชาชน
นักกฎหมายที่ดีต้องไม่ตัดสินคนก่อนศาล
บนโลกออนไลน์ทุกวันนี้
เพียงไม่กี่นาที คนหนึ่งคนอาจถูกสังคมตัดสินไปแล้ว
ภาพหนึ่งภาพ
คลิปหนึ่งคลิป
โพสต์หนึ่งโพสต์
หรือคำกล่าวหาเพียงด้านเดียว
สามารถทำให้คนจำนวนมหาศาลเชื่อว่าใครคนหนึ่งผิด
แต่นักกฎหมายต้องระมัดระวังมากกว่านั้น
เพราะคำว่า “ผู้ถูกกล่าวหา”
ไม่เท่ากับ
“ผู้กระทำความผิด”
และคำว่า “ถูกดำเนินคดี”
ไม่ได้หมายความว่า
“ศาลพิพากษาว่ามีความผิดแล้ว”
หลักการนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยคนผิด
แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ถูกทำลายจากข้อกล่าวหา
นี่คือสิ่งที่คนทำงานในกระบวนการยุติธรรมต้องยึดถือ
ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ทนายความ หรือผู้พิพากษา
ความรู้กฎหมายต้องกลับคืนสู่ประชาชน
กฎหมายไม่ควรเป็นภาษาที่มีเพียงนักกฎหมายอ่านเข้าใจ
เพราะคนที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย คือประชาชนทุกคน
ประชาชนจึงควรรู้ว่า
อะไรคือสิทธิ
อะไรคือหน้าที่
อะไรคืออำนาจของเจ้าหน้าที่
และอะไรคือขอบเขตที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถก้าวข้ามได้
เมื่อคนมีความรู้
เขาไม่จำเป็นต้องตะโกนเพื่อปกป้องสิทธิ
ไม่จำเป็นต้องทะเลาะกับเจ้าหน้าที่
เพียงรู้ว่าต้องถามอะไร
ต้องเก็บหลักฐานอะไร
และต้องใช้ช่องทางตามกฎหมายอย่างไร
ความรู้จึงกลายเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุด
บทสรุปของคนต้นแบบ
จาก อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา
สู่ชีวิตตำรวจ
จากนายตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ในหลายพื้นที่
สู่ตำแหน่ง รองผู้กำกับการสอบสวน สถานีตำรวจภูธรทุ่งมน จังหวัดสุรินทร์
จากผู้บังคับใช้กฎหมาย
สู่บทบาทของนักกฎหมาย
และจากประสบการณ์หลายสิบปีในกระบวนการยุติธรรม
สู่การนำความรู้กลับมาแบ่งปันให้ประชาชน
นี่อาจไม่ใช่เรื่องราวของคนที่สมบูรณ์แบบ
เพราะไม่มีมนุษย์คนใดสมบูรณ์แบบ
แต่มันคือเรื่องราวของประสบการณ์ชีวิต ที่สามารถส่งต่อเป็นบทเรียนให้คนรุ่นหลังได้
ว่า...
การเป็นตำรวจที่ดี ไม่ได้จบในวันที่ถอดเครื่องแบบ
การเป็นนักกฎหมายที่ดี ไม่ได้เริ่มในวันที่มีใบอนุญาต
และความยุติธรรม ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะใครคนหนึ่งพูดคำว่า “กฎหมาย”
ความยุติธรรมเกิดขึ้น เมื่อคนที่มีอำนาจ
ยอมอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกับประชาชน
นี่คือ...
พันตำรวจเอก สุริยันต์ พุฒแก้ว
อดีตรองผู้กำกับการสอบสวน สถานีตำรวจภูธรทุ่งมน จังหวัดสุรินทร์
อดีตผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
นักกฎหมาย
และอีกหนึ่งชีวิตที่เลือกนำประสบการณ์จากเครื่องแบบ
กลับมาเป็นความรู้ให้แก่ประชาชน
รายการ “คนต้นแบบ” ตอนที่ 2
“ต้นแบบของนักกฎหมาย — ตำรวจน้ำดีบนเส้นทางนักกฎหมาย”
เพราะท้ายที่สุด...
คุณค่าของนักกฎหมายไม่ได้อยู่ที่ว่า
เราจำกฎหมายได้กี่มาตรา
แต่อยู่ที่ว่า
เมื่อถึงวันที่ต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์กับความถูกต้อง...
เราจะเลือกยืนอยู่ข้างใคร
และสำหรับคนที่เลือกเส้นทางแห่งความยุติธรรม
คำตอบที่ควรมีเพียงคำตอบเดียวคือ...
ยืนอยู่ข้างข้อเท็จจริง
ยืนอยู่ข้างกฎหมาย
และยืนอยู่ข้างความเป็นธรรมของประชาชน
#ผู้กำกับสุริยันต์ #พตอสุริยันต์ #ผู้กำกับสุริยันต์ #ทนายสุริยันต์พุฒแก้ว #นายตำรวจน้ำดี #รองผู้กำกับ #ประวัติผู้กำกับสุริยันต์ #ปรึกษากฏหมาย #ทนายอาสา #ให้ความรู้กฏหมาย #กฏหมาย #News #ptanews

